PM
ช่วงนี้ไม่ว่าง ไม่มีเวลา
ไม่แน่ใจว่ามันเป็นการแก้ตัวหรือว่าอย่างไรนะ กับการที่เราคอยบอกตัวเองและคนอื่นว่า ไม่ว่าง ไม่มีเวลาเนี่ย เพราะเราเชื่อว่าคนที่พูดแบบนี้คือคนที่จัดการชีวิตตัวเองได้ไม่ดี
ซึ่งก็เห็นด้วย เป็นอย่างยิ่ง
เมื่อวานได้มีโอกาสอ่าน blog ของศรีสุดาที่มันเองก็บ่นเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน
ว่ากันว่าถ้าชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงอะไรซักอย่าง มันต้องใช้เวลาในการจัดการชีวิตซักระยะหนึ่ง กว่าที่มันจะลงตัว เราเองก็คงเป็นเช่นนั้น แต่… ก็ยังมองไม่เห็นว่ามันจะราบรื่นได้เมื่อไหร่
เกือบเดือนแล้วที่เราได้ถูกเลือกให้เป็น PM หรือ Project Manager ของโครงการ miniTCDC ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่เป็นประโยนช์มากต่อมวลชนในภูมิภาคมาก โครงการนี้เริ่มมาได้เกือบปีแล้วล่ะ เราเองก็ถือว่าได้แอบเข้าไปมีส่วนร่วม (แบบไม่เต็มรูปแบบนัก) ด้วยเหมือนกัน ส่วนใหญ่จะในเรื่องของงานห้องสมุด งานอื่นๆนั้นไม่ค่อยรู้มากนัก แต่เนื่องจากว่าโครงการเริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ จึงจำเป็นต้องมีผู้ดูและโปรเจ็คแบบครบวงจร ทั้งนี้เพื่อให้งานเดินและเพื่อเป็นตัวแทนรายงานความคืบหน้าในด้านต่างๆต่อผู้บริหารด้วยเช่นกัน
เราเองไม่เคยทำงานนี้มาก่อน ทำให้วันแรกที่ทราบเรื่องว่าตัวเองต้องมาทำหน้าที่นี้นะ
ตกใจ ประหลาดใจ กังวลใจ หนักใจ สับสน จับต้นชนปลายไม่ถูก
อะไรหลายๆอย่างรุมเร้าเหลือเกิน บอกตามตรงว่าเครียดมาก เพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนดี นอนไม่หลับ ต้องใช้ยานอนหลับกันเลยทีเดียว
ถึงตอนนี้เราเองก็ต้องเรียนรู้อะไรอีกเยอะ เราถือว่าไม่มีอะไรที่ยากเกินความสามารถมนุษย์หรอกน่า
มองอีกแง่ ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของเราที่ได้ทำงานงานนี้ ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง เปิดโลกให้ตัวเอง (และน้องๆด้วย) ให้ตัวเองกล้าในหลายๆด้าน
เราต้องทำให้ได้
Ankor Wat .. DayOne
![]()
![]()
![]()
![]()
กว่าจะได้ฤกษ์เขียนบันทึกการไปเที่ยวทริปนี้ก็ปาเข้าไปเกือบจะ 3 วีค เข้าไปแล้ว
ทริปนี้เริ่มมาจาก ตั๋ว 0 บาท ของ Air Asia (ซึ่งตอนนี้ก็รออยู่ว่าเมื่อไหร่จะเปิดอีก จะได้เตรียมทริปต่อไปได้ถูก อิอิ) เรานั่ง refresh อยู่นานกว่าจะได้ตั๋วไปพนมเปญแบบไป-กลับ 3 ที่ในวันที่ 4-7 มิถุนายน 2550(จองเมื่อต้นเดือนมกราคม … ไม่จองเร็วไปใช่ไม๊)
ช่วงเดือนมีนา ก็ตื่นเต้นหาข้อมูลอ่านหนังสือกันใหญ่ แล้วก็ซาไป
ช่วงพฤษภา ก็มาตื่นเต้นอีกรอบ บอกตามตรงว่าตอนจองเนี่ยไม่ได้วางแผนล่วงหน้า ฉะนั้นแผนการเที่ยวทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับเวลาที่จองตั๋วไว้ ซึ่งไม่สะดวกนักเพราะเวลาค่อนข้างจำกัด
ดังนั้นเราจึงทำ package tour ขึ้นมาเองทั้งหมด 3 packages ….. ซึ่งข้อมูลทั้งหมดก็ได้มาจาก 1000ทิป-ห้อง blueplanet HFlight แล้วก็หนังสืออีกหลายเล่มเหมือนกัน อ่านชนิดที่ยิ่งกว่าสอบFinal กันเลยทีเดียว พูดง่ายๆคือเราต้องการเที่ยวแบบปัญญาชน อยากรู้ที่มาที่ไป ไม่ใช่ไปเพื่อถ่ายรูปๆๆ ไปเพื่อให้รู้ว่าไปมาแล้วนะ … ประมาณนั้น ก็เลยอ่านกันค่อนข้างเยอะ
เตรียมเงินกันไปคนละประมาณ 200 USD (น่าจะพอ)
เช้าตรู่วันที่ 4 มิถุนายน
น้องหนูมานอนที่ห้องเรา แหกขี้ตาตื่นกันตั้งแต่ตี 4 กว่าๆ เพราะต้องขึ้นเครื่องตอน 7 โมงเช้า ฉะนั้นต้องไปถึงสนามบินประมาณ 6 โมง เรานอนไม่หลับ .. คงเพราะไม่ชิน หรืออย่างไรไม่ทราบ
ช่วงนี้เค้าเริ่มตรวจเข้มเรื่องการนำของเหลวขึ้นเครื่องแล้วล่ะ แม้แต่ lib gloss ก็ต้องเอาใส่ถุงใส ขึ้นบนเครื่อง … ไม่มีการ fix ที่นั่ง อยากนั่งใกล้คนหล่อแทบแย่ แต่ไม่มีโอกาส เพราะต้องหาที่นั่ง 3 คนสำหรับเรา หนู แล้วก็พี่อ้อ จะแยกวงไปดังข้างคนหล่อ ก็จะกะไร ฮ่าๆๆ ขึ้นเครื่องได้ที่ก็รีบสั่งอาหารเลย เพราะต้องกินยา จ่ายไปอย่างคุ้มมม น้ำดื่ม 30 บาท โจ๊กหมู 50 บาท กินบนฟ้าก็แพงอย่างงี้นี่เอง เหอๆๆ
ประมาณ 8 โมง ก็ถึงพนมเปญ ใช้เวลาบิน 45 นาที แม่เจ้า … กินโจ๊กยังไม่หมดเลย ต้องลงเครื่องแล้วเหรอฟระ เสียดายโจ๊ก!!!
พวกเรารีบลงเครื่องเพราะกลัวทำ visa on arrival นาน ค่าทำวีซ่าคือ 20 USD + รูป 1 ใบทำแป๊ปเดียวเองอ่ะ แถมได้เพื่อนใหม่ด้วย เป็นสาวแพรีส พักร้อน 1 เดือนเลยมาเที่ยวแถมนี้ คุยกันถูกคอเลยจับรถแท็กซี ไป Central Market ด้วยกันซะเรยยย ค่าแทกซี่ทั้งหมด 7 เหรียญ
ไปถึง Central Market ประมาณ 9 โมงกว่าๆ Central Market ก็เหมือนกับตลาดสดบ้านเรานะ มีขายของคาว ของแห้ง เสื้อผ้า เรียกได้ว่ามีทุกอย่าง พวกเราจองรถทัวร์ไปเสียมเรียบ ค่าตั๋ว 4 USD รอบ 11.30 น. แล้วระหว่างรอก็นั่งละเมาะโมโต ทัวร์เมืองซะหน่อย
ตามแพลนที่วางไว้เรามีเวลาเที่ยวพนมเปญช่วงเช้าประมาณ 2 ชั่วโมง เราคิดกันไว้ว่าอยากดู Royal Palace (คล้ายๆกับวัดพระแก้วบ้านเรา) คุกตูแสลง แล้วก็ Museum แต่เไปกันแค่ Royal Palace เพราะเวลาไม่พอแล้วก็กลัวความหดหู่หากเราไปทัวร์ที่คุก อ้อ .. ร้อนสุดๆ ก็เลยไปหาแอร์เย็นๆที่ supermarket ใกล้ๆกับท่ารถ เพื่อซื้อน้ำตุนไว้ด้วย
บอกตามตรงนะยังแอบรู้สึกทำใจไม่ได้ที่จะซื้อะไรก็ตามที่เราอ่านไม่ออก … ออกแนวดัดจริต แต่มันเกิดขึ้นเองจริงๆนะ รู้สึกไม่ไว้ใจ กลัวไม่สะอาด … กลัวไปสารพัด อ้อ … ลืมบอกไปเงินที่เขมรคือ รีล แต่ว่าใช้เงินดอลล่าร์ก็ได้ พวกเราจึงแลกแต่ USD ไปกัน
6 ชั่วโมงกว่าบนรถทัวร์ มันช่างทรมานเหลือเกิน นอนก็ไม่ได้เพราะไอ้คนขับรถมัน บีบแตรเป็นอาชีพหลัก ขับรถเป็นอาชีพรอง ถึงขั้นที่เราเองต้องนั่งมองดูมันขับเพราะสงสัยมากว่ามันจะบีบแตรไรนักหนา คือไม่ใช่แค่กดสั้นๆนะ มันกดค้างอ่ะ นอนอยู่ก็ตื่น … ตลอดเวลา จากการสังเกตพบว่า ถนนระหว่างจังหวัดของเค้าแคบแถมยังเป็นแบบสองเลนส์ คือรถสวนกันไปมา แต่ที่มากไปกว่านั้นเห็นจะเป็น มอ’ไซด์แบจักยานวิ่งกันให้ขวัก แถมไม่มีกระจกมองหลัง พี่คนขับแกเลยต้องบีบแตรเตือนตลอดเวลา … เราก็เลยไม่ได้นอนนนน เซ็ง!!
อ้อ.. ระหว่างทางมีพักทานข้าว 1 ครั้ง นั่นถือเป็นอาหารมื้อแรกของเราที่เขมร ก่อนไปอ่านเจอว่าอาหารที่นี่จะหนักหวาน แล้วมันก็หวานจริงๆด้วยสิ แต่ก็กินหมด เพราะว่าหิวจัด ครั้งที่สองพักใหเข้าห้องน้ำ แต่ไม่ไหวอ่ะ ทำใจเข้าไม่ได้ มันสุดจะทนจริงๆ
ถึงเสียมเรียบประมาณ 17.30 น. รถจอดที่ไหนก็ไม่รู้เว่ยย ไม่ใช่ bus station แต่ว่าเป็นเหมือนที่อู่จอดรถของบริษัททัวร์อ่ะ พวกเราลงมาก็เจอกับฝูงคนขับละเมาะโมโต เราเลือกคนที่ดูไม่น่ากลัว ไปโรงแรมที่เราจองไว้แล้วด้วยราคา 2 USD จากอู่ไปโรงแรม ถือว่าไกลเหมือนกัน ก็ดีนะถือว่าได้นั่งรถชมเมืองไปในตัว เสียมเรียบถือว่าเป็นเมืองใหญ่เหมือนกันนะ ผู้คนพลุกพล่านทีเดียว
ซักพักถึง Golden Temple Villa เดินเข้าไปด้วยความมั่นใจ กรูจองไว้แล้ว แต่อิรีเซ้พชั่นบอกว่า ห้องเต็ม!! What!?!? เราจองแล้วนะเฟร้ยย แต่he บอกว่า it’s not our fault but agency!!! เออนะ แล้วตรุจะพักที่ไหนฟระเนี่ย heก็บอกว่า เอางี้ไปพักที่โรงแรมเพื่อนไอแล้วกัน แล้วก็ได้ rate ตามที่จองมาคือ 12 USD ต่อคืนเหมือนกับที่นี่ แล้วพรุ่งนี้ค่อยโทรมาบอกว่าจะมาพักที่โรงแรมไอไม๊ ว่างั้น
ส่วนคนขับรถละเมาะที่มาส่งเรา ก็ตามเราไม่ปล่อย ถามเราว่าพรุ่งนี้จะไปไหน ยังไง เด๋วจ้างไอก็ได้นะ ก็ต่อรองราคากันประมาณนึง ก็ตกลงที่ 12 USD ทั้งวันตั้งแต่ดูพระอาทิตย์ขึ้นจนดูพระอาทิตย์ตก
ถึงโรงแรมถ้าจำไม่ผิดชื่อ Coconut Court ไรนี่แหละ ปาเข้าไปเกือบทุ่มนึง .. เก็บของเรียบร้อยก้ออกไปตระเวณ แถว pub street หาอะไรกินซะหน่อย เลือกร้านอาหารจีน ขึ้นไปกินชั้นสองจะได้เห็นวิว pub street ซะหน่อย อาหารที่สั่งก็โอเคนะ แต่ที่ขำเห็นจะเป็นสั่ง shrimp hot and sour soup แต่หวานเจี๊ยบ แถมได้กุ้งร่วมสิบๆตัว เยอะมากกก เค้าให้เยอะจริงๆนะแต่เป็นกุ้งแห้ง …. เอ้ออออ ทำไปได้
วันนนี้เหนื่อยมามาก มิสามารถท่องราตรีได้ จึงรีบไปนอนกัน แถมต้องตื่นแต่ไก่โห่ ไปดูพระอาทิตย์ขึ้น
กินยา(นอนหลับ) แล้วก็หลับเป็นตายยย
ก้านของ
เมื่อเช้าคุยกับรุ่นพี่บรรณฯ (เจ๊วา) พี่แกแจ้งข่าวเรื่องดอกไม้คณะ ว่ามีการเปลี่ยนแปลง จาก ‘กาซะลอง’ เป็น ‘ดอกก้านของ’ ตอนแรกก็งง ไม่เคยได้ยินมาก่อน … ต้องพึ่ง google อีกตามเคย
จึงได้รู้ว่า ……. มันคือดอกปีบ หรือ กาซะลอง นั่นเอง ส่วนเหตุผลที่เปลี่ยนก็ยังไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไม นานๆได้ข่าวคณะที ก็ทำให้อยากกลับไปมอขอ อีกจัง … กะว่าจะจัดทริป ไม่รู้ว่าจะล่มรึเปล่าว่ะ
นี่คือข้อมูลที่หามาได้ …
|
ชื่อพื้นบ้านอีสาน |
ก้านของ |
|||
|
ชื่อทั่วไป |
ปีบ กาซะลอง |
|||
|
ชื่อวิทยาศาสตร์ |
Millingtonia hortensis L.f. | |||
|
วงศ์ |
Bignoniaceae |
|||
|
ประเภท |
ไม้ต้น |
|||
|
ลักษณะวิสัย |
ปีบเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงประมาณ 6-15 เมตร เปลือกต้นสีเทา ขรุขระ กิ่งก้าน ค่อนข้างอ่อน ใบเป็นใบประกอบ แบบขนนก 2-3 ชั้น ใบย่อย รูปไข่ปลายแหลม กว้าง 1.2-1.5 ซม. ยาว 3-5 ซม. ดอก เป็นดอกช่อขนาดใหญ่ ออกที่ปลายกิ่ง ดดกย่อยมีกลีบดอกสีขาว เป็นหลอดยาว 5-8 ซม. ปลาย 5 แฉก กลิ่หอม ผลเป็นฝักแบน เมื่อแก่จะแตกออก ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก ขยายพันธุ์โดย ใช้เมล็ด เกิดได้ทั่วไปตามป่าโปร่ง |
|||
|
ประโยชน์ |
ใช้ดอกแห้งมวนเป็นบุรี่สูบแก้หืด รากบำรงปอด แก้หอบ พบว่าในดอก มีสาร hispidulin ที่ระเหยได้ และมีฤทธืชิ์ในการขยายหลอดลม ได้ดีกว่า amino-phylline ซึ่งเป็นยาแผนปัจจุบันที่ใช้ในการรักษา อาการหอบหืด สูบแก้ริดสีดวงจมูก มีรสหวานขมหอม บำรุงน้ำดี บำรุงโลหิต บำรุงกำลัง แก้ลม ราก มีรสเฝื่อน บำรุงปอด แก้วัณโรค แก้ปอดพิการ แก้ไอ แก้เหนือยหอบ เนื้อไม้มีสีเหลืองนิยมนำมาทำ เครื่องเรือน |
|||
ข้อมูลจาก http://www.walai.msu.ac.th/cdb/question.asp?QID=318
เมนูเคท
ตั้งชื่อซะไม่อยากจะกินข้าวขึ้นมาซะอย่างงั้น …. กินไม่ลง!!
เมื่อวานเป็นวันช้อปปิ้งอาหารของเรา .. ชอบจริงให้ตายสิ จะว่าไปแล้วเราเองก็สองจิตสองใจกับการเลือกซื้อกับข้าวนะ คือซื้อที่ตลาดสดหรือที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตดี??!!??
ที่ตลาดสด .. จะได้บรรยากาศมาก ผักจะชุ่มน้ำตลอดเวลา แสดงว่าสดจริง!?! ซื้อมากักตุนได้ !?! แต่พอเอาเข้าจริงๆ ผักต่างๆกลับเก็บได้ไม่นานอย่างที่ตั้งใจ มักจะเน่าไปซะก่อน
ที่ซุปเปอร์ .. บรรยากาศก็ตกไป ได้ความละมุนมากกว่า เลือกได้สบาย คนไม่เยอะ ใกล้ที่ทำงานอีกต่างหาก (เราชอบไปซื้อที่กัวเม่ที่เอ็มโพเรี่ยม) ราคาก็ไม่ต่างกันมากนะ เพราะอันไหนแพงก็ไม่ซื้ออยู่แล้ว แถมเก็บไว้ได้นานกว่า (อาจจะมีสารบางอย่าง – อันนี้มิทราบได้)
ฟังๆดูแล้ว เราชอบความสบายมากกว่านะเนี่ย แต่ยังไงสิ่งที่เราคำนึงมากกว่าก็คือสุขภาพของตัวเองอ่ะ เมื่อวานก็เลยซื้อ ฟักทอง บร็อคเคอรี่ กล้วยหอม เต้าหู้ และมะนาว
ส่วนเมนูที่เราทำกินประจำนั้นก็คือ ข้าวหุง+ฟักทองและบร็อคเคอรี่+เต้าหู้ (ก็ไอ้ที่ซื้อมาทั้งหมดน่านแหละ) ดูเหมือนจะไม่น่ากินเลยใช้ไม๊ … มันก็จริงอ่ะ ไม่มีรสชาติอะไรเลยว่ะ แต่ต้องท่องไว้ว่าเพื่อสุขภาพๆๆๆ
เราเองต้องกินข้าวเช้าทุกวัน พยายามกินไม่เกิน 8 โมงเข้า เพราะต้องกินยา ถ้ากินช้าไปกว่านั้นหน้าอาจจะบวมมากไปกว่านี้ก็ได้ ฉะนั้นเราเองต้องตื่นมาตั้งแต่ 7 โมงทุกวันเพื่อทำเมนูเคทนี้ บางทีขี้เกียจก็ทำเผื่อไว้ ตื่นมาก็เอาเข้าเวฟ … แค่นั้นจบ
มาดูหน้าตามันดีกว่า (ข้าวอยู่ข้างล่าง)
บอกแล้วไงว่าสุขภาพ อิอิ นอกจากนี้ก็จะเพิ่มทูน่า(กระป๋อง) หน่อไม้ฝรั่ง .. แล้วต่อว่าอยากกินอะไรก็ซื้อมาใส่ให้หมด กินเพื่ออยู่รสชาติเอาไว้ที่หลัง
เฮ้ออ … เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ต้องกินอีกแล้วสินะ เหอๆๆ
Library 2.0: จากแนวคิดสู่การประยุกต์ใช้จริง
เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 14 มิถุนายน 2550 สำนักงานศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบร่วมกับสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย จัดงานสัมมนา ชื่อ Libary 2.0: จากแนวคิดสู่การประยุกต์ใช้จริง ขึ้น โดยวิทยากรที่มาพูดคือ โต (ทรงพันธ์ เจิมประยงค์) และ บอล (เลอชาติ ธรรมธีรเสถียร) ซึ่งทั้งสองคนถือว่าเป็นคลื่นลูกใหม่ที่มีใจรักและต้องการพัฒนาวงการห้องสมุดมากทีเดียว
ในช่วงเช้า โตได้พูดถึงแนวคิดและหลักการในการนำ web 2.0 มาใช้ในงานห้องสมุด บอกตามตรงเราเองได้รู้จักและยายามศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับ web 2.0 เมื่อตอนต้นปีนี่เอง หลายคนอาจจะคิดว่ามันคือโปรแกรมห้องสมุดตัวใหม่หรืออย่างไร ขอบอกเลยนะคะว่ามัน .. ม่ายช่ายยยย Library 2.0 คือ แนวคิดในการนำเทคโนโลยี web 2.0 มาใช้ ซึ่งถือว่าเป็นการปฏิวัติงานห้องสมุดครั้งใหญ่เลยเหมือนกัน เพราะนอกจากเทคโนโลยีเองที่เปลี่ยน ตัวบุคลากรก็ต้องเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน รูปแบบใหม่นี้เน้น ‘แนวร่วม’ เพื่อที่จะสร้างสังคม (comunity, networking) ให้เกิดขึ้น มีการแชร์ความรู้+ความสนใจกันมากขึ้น จริงๆถ้าจะให้ว่ากันเรื่องทางวิชาการเนี่ย ต้องรบกวนให้ไปอ่าน blog ของวิทยากรของเราจะดีกว่า รับรองว่าละเอียบยิบ
แต่ที่เราเอง concern คือในถ้านะ end user คนนึง พูดง่ายๆคือในฐานะบรรณารักษ์คนนึงนั่นแหละ การที่จะผลักดันให้แนวคิดที่มีประโยชน์ตัวนี้เข้ามามีทบบาทในงานบริการ โดยเฉพาะการเข้าไปมีบทบาทกับผู้ใช้อย่างเต็มรูปแบบ เพราะจริงๆแล้วการสร้าง การสร้างcommunityระหว่างบรรณารักษํกับผู้ใช้ถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ซึ่งก็ต้องคอยดูกันต่อไป … เราจะพยายามอย่างเต็มที่
ในช่วงถาม-ตอบ ผู้เข้าร่วมสัมมนาท่านหนึ่งได้ถามคำถามที่น่าสนใจว่า ‘รูปแบบหน้าตา Librarian 2.0 เป็นอย่างไร’ เรารู้สึกว่าเป็นคำถามที่โดนใจมาก การพัฒนาด้านเทคโนโลยีต่างๆหากผู้ใช้เทคโนโลยีรู้ไม่เท่าทันแล้ว ก็ถือว่าสร้างมาเสียเปล่า ดังนั้นการที่จะให้ได้ประโยชน์สูงสุดคือ บรรณารักษ์ต้องเริ่มทำเป็นตัวอย่าง เช่น Library 2.0 มี blog ตัวบรรณารักษ์เองก็ต้องมี blog หรือแม้กระทั่ง Facebook หรือ hi5 ก็ตาม เราต้องเล่นอย่างที่ผู้ใช้เค้าเล่นกัน พูดจาภาษาเดียวกันเมื่อไหร่ อะไรๆก็ง่ายขึ้น
ฉะนั้น …. ข้าพเจ้าเลยเล่นมันเกือบทุกอย่าง ฮ่าๆๆ
ช่วงนี้เว็บของห้องสมุดฯเรากำลังอยู่ในช่วงทดลองระบบ เราเองก็เข้าไปทดสอบอยู่บ่อยๆ แต่ที่เราต้องการเห็นจะเป็น feedback จากผู้ใช้เพื่อการพัฒนาเว็บไซต์ต่อไป หากใครมีโอกาสเข้าไปใช้ก็สามารถส่ง feedback ไปได้ที่ library@tcdc.or.th ทางเรายินดีรับฟังทุกข้อความค่ะ
ฝันร้าย
เมื่อคืนก่อนฝันร้าย ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมฝันไปอย่างงั้น ทั้งๆที่เราไม่ได้คิดมากเรื่องนี้เลยนะ หรืออาจจะเป็นไปได้ว่าจิตใต้สำนึกเราคิดแต่เรื่องนี้ตลอดเวลาก็ไม่รู้นะ
เราฝันว่าบินไปนิวยอร์ค (นี่ก็หนึ่งละ ที่คิดอยู่ตลอดเวลา) กะว่าจะไปเซอร์ไพรส์ Host เรารวมถึงลูกๆด้วย พอไปถึงที่บ้านเลขที่ 1 ถนนลินคอล์น เมืองอ๊อสซิงนิ่ง ปรากฏว่าเจอแนนนี่คนใหม่ ไม่รู้จักแฮะ .. ในใจคิดว่า แอ้ไปไหนฟระ
เข้าไปในบ้าน ลูกๆไม่อยู่ ออกไปเล่นหลังบ้าน ซึ่งเป็นเหมือน playground มีเด็กเล่นมากมาย เราก็เก้ๆกังๆอยู่ที่ห้องครัว หาอะไรกินซะหน่อยตามประสา ระหว่างที่เดินไปหลังบ้าน เดินผ่าน Pat กับ Mary (Host Family ของเราเอง) แต่ทั้งสองคนจำเราไม่ได้เลยยยย พอเจอลูกๆทั้งสอง ทั้ง Eric และ Catherine ก็จำเราไม่ได้อีก คือไอ้จำไม่ได้น่ะไม่เท่าไหร่หรอก เราเข้าใจ เพราะว่าจากมาตั้งกะยังเด็กมาก แต่ว่า ignore เรานี่สิ มันเรื่องใหญ่นะ
ตัดฉากเข้ามาในบ้าน นั่งกินข้าวกันอยู่ ทุกคนไม่สนใจเราเลย Pat ก็คุยกับ Mary ไป Eric ก็กินอาหารไป ส่วน Catherine ก็เล่นไปด้วย แต่ทุกคนไม่ได้คุยกับเราเลย เราทนไม่ได้เลยออกมาเดินเล่นที่ห้อง living room ออกมารอเพื่อนมารับ พอiEarn มาถึงเท่านั้นแหละ มันมากะใครไม่แน่ใจแต่ที่แน่ๆ เราพูดได้คำเดียวคือ she didn’t even lay her eyes on ME
พระเจ้า ….. เราทนไม่ได้เลยอ่ะ ไม่รู้จะทำไง มันอึดอัดมาก รู้สึกว่านี่เหรอคือสิ่งที่เรารอคอยมานาน การได้กลับไปนิวยอร์คอีกครั้ง สิ่งที่คาดหวังไว้ มันเป็นอย่างงี้เองเหรอ มาเพื่อที่จะมาเจอความเจ็บปวดแบบนี้เนี่ยนะ
ร้องไห้ ……. ร้องเป็นเผาเต่า
เริ่มรู้สึกตัว …… เพราะหายใจไม่ออก
แล้วก็ตื่น ….. อ้าวฝันไป แต่ว่าน้ำตานองหน้าเลย แล้วก็ร้องไห้ต่อ!?!?!? มันแอบรู้สึกกลัวนิดๆ ทั้งๆที่ก็รู้นะว่ามันไม่มีวันเป็นจริงหรอก มันเป็นแค่ความฝัน แต่ก็นะ อกจะเหมือนจริงซะขนาดนั้นอ่ะ
เช้าวันถัดมา มาทำงานตามปกติ ไม่ได้คิดมากอะไร แต่พอสายๆ conspiracy theory ก็ทำงานซะอย่างงั้น เริ่มต้นที่ได้รับอีเมลจาก Pat ถามเรื่องสารทุกข์สุกดิบทั่วไป ตามด้วยหัวหน้าจะเดินทางไปนิวยอร์คคืนวันพรุ่งนี้ แล้วตอนกลางคืนได้ออนไลน์คุยกับ iJam ซึ่งไม่ได้คุยกันนานมากกกก ….. ทั้งหมดมีความว่า นิวยอร์ค เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น
เล่าให้ iJam ฟังเรื่องฝันร้าย มันก็บอกว่า “แกรู้ใช่ไม๊ว่าไม่ใช่ความจริง” – You know that, don’t you? ดีใจจังได้คุยกับมัน มันเหมือนกับว่าได้เจอเพื่อนเก่า ที่ไม่ได้เจอกันนาน สบายใจที่ได้คุย
.. ฝันร้ายคราวนี้ทำให้เรารู้ว่า ยังมีอีกอย่างหนึ่งที่เราอยากทำอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ได้มีโอกาส + มันนี่ ที่จะทำ นั่นก้คือการกลับไปเยี่ยม บ้านเลขที่ 1 ถนนลินคอล์น เมืองอ๊อสซิงนิ่ง นั่นเอง
It’s me, KAte!
“Hello world, this is me life should be,
fun for everyone.
Life is easy if you wear a smile,
just be your self don’t ever change your style”
Song by The Saddle Club
คิดอยู่นานว่าจะเปลี่ยน blog ดีหรือไม่ ปกติก็เป็นคนเขียน blog อยู่แล้วแต่ว่าไม่สม่ำเสมอ แถมด้วยความไร้สาระอีกต่างหากหรือเรียกอีกอย่างว่า ‘เขียนไม่เป็น’
แต่เมื่อฟังสัมมนา library 2.0 จากที่เก้ๆกังๆว่าจะเปลี่ยน blog ของตัวเองให้เป็นรูปเป็นร่าง เป็น profile ของตัวเองขึ้นมา รวมถึงเขียนในสิ่งที่ทั้งเป็นเรื่องเป็นราว (เชิงวิชาชีพ) และไร้สาระตามประสา เข้าด้วยกัน ก็เป็นจริงขึ้นมา … ซะที
เราเป็นบรรณารักษ์ … I’m a librarian (อาจารย์บอกว่าต้อง stress ตรงกลางนะ lol)
เราพูดได้เต็มปากเต็มคำด้วยความภูมิใจมากว่าตัวเองเป็นบรรณารักษ์ ท่าทางมันจะอยู่ในสายเลือดซะแล้ว
ย้อนไปเมื่อปี 2541 คิดอยู่นานว่าจะเอ็นทรานคณะอะไร คิดออกแค่ว่า เราชอบภาษาอังกฤษ ต้องเลือกคณะที่สอนภาษาอังกฤษสิ ก็เลือกไว้ 3 อันดับแรก แต่อันดับห้อยติ่งสุดท้าย เราเลือกไว้ที่ สาขาบรรณารักษศาสาตร์และสารนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยที่ …. ไม่ได้มีไอเดียมากนักหรอก
ตลอดเวลาที่เรียน 4 ปี ก็ถือว่าใช้ชีวิตนักศึกษาคุ้มมาก เรียนก็ตั้งใจ (แอบหลับบ้าง) กิจกรรมก็ทำ แต่แปลก … เลือดบรรณารักษ์ยังไม่มีเลยแฮะ ในตอนนั้นเราเป็นคนหนึ่งในบรรดาเพื่อนๆที่คิดว่าเรียนจบแล้วจะไม่เป็นบรรณารักษ์
แต่ว่า … ตั้งแต่เรียนจบจนถึงตอนนี้ เป็นบรรณารักษ์มาโดยตลอด
เลือดบรรณารักษ์ มันมาตอนนี้นี่เอง มันติดหนึบด้วยแฮะ อาจเป็นเพราะสิ่งแวดล้อมในการทำงาน ทำให้เราเห็นว่า การเป็นบรรณรักษ์นั้นสำคัญนะ
มันสำคัญจริงๆนั่นแหละ♥

