NU TRIP

August 17, 2007 at 5:23 am (Profession, TCDC, Travel)

กำลังดูแหวนดอกไม้ ที่สนามบินพิษณุโลก แต่คงดูไม่จบหรอก เพราะว่าเดี๋ยวก็ขึ้นเครื่องแล้วน่ะสิ
เมื่อกี้แอบเข้าไป lounge ของการบินไทยกับอาจารย์ ก็ดีนะ ของกินเยอะดี ถูกใจๆ

วันนี้เป็นวันที่ยาวนานมากกก
เริ่มตั้งแต่นอนไม่หลับซักเท่าไหร่ เพราะว่ากลัวไม่ตื่น แต่สุดท้ายกลับตื่นก่อนนาฬิกาปลุกตั้ง 3 นาทีอีกแน่ะ (ตื่นตอนตี 4.30) อาการเหมือนไม่ได้นอน รีบลากตัวเองไปถึงดอนเมืองตอนตี 5 ครึ่ง ไม่อยากจะเชื่อว่าคุณเลอชาติมาถึงก่อนแล้วน่ะสิ online check in ไปล่วงหน้าระหว่างที่รออาจารย์ ผิดคาดแฮะ ทั้งที่เราคาดไว้ว่าคนจะไม่พลุกพล่านขนาดนี้ ก็แหมมม…มันเช้ามากเลยนะ

ถึงพิษณุโลกตอน 7 โมงกว่า คุณเกตุมารอรับเรียบร้อยแล้ว เกรงใจอยู่เหมือนกันที่ต้องตื่นแต่เช้ามารับพวกเราขนาดนี้ ไปกินต้มเลือดหมู (ที่ไม่รู้ว่าเค้าใส่ผักอะไรให้เรากิน – บอลบอกว่าเหมือนไบก้อน มันเคยกินตอนไหนฟระ) แล้วก็เข้ามอ … ประทบใจนะ อาคารเรียนต่างๆ รถไฟฟ้า และอื่นๆ อิอิอิ

เนื่องจากว่ามันเช้ามาก เราเลยไปฆ่าเวลาด้วยการไปกินกาแฟของคณะเกษตรฯ (Aggie Coffee) เสร็จแล้วก็เริ่มประชุมกัน เราเองไม่คิดว่าอาจารย์จะเข้าร่วมมากขนาดนี้ เราเตรียม folder ของ TCDC ไปแค่ 5 อันเอง แต่ว่าอาจารย์และตัวแทนจากสำนักหอสมุดมากันทั้งหมด 8 คนด้วยกัน แล้วทุกคนให้ความสนใจ ถามคำถามกันค่อนข้างเยอะ

จากนั้นก็ไปดูสถานที่ ห้องอ่านหนังสือชั้น 3 เพราะที่คณะไม่มีห้องสมุด แต่ว่าเราเห็นสภาพแล้ว …. ประทับใจนะ เพราะเห็นความตั้งใจของอาจารย์ (ไฟแรง) ในการจัดการห้องอ่านหนังสือนี้ ตัวหนังสือเอง วารสาร เครื่องคอมฯ เครื่องสแกน น้องเจ้าหน้าที่ก็น่ารักดี ดูตั้งใจ (อาจารย์บอกมา)
ไปดูห้องสำหรับจัดนิทรรศการ เพราะเราจะมี Touring Exhibition มาวางด้วยเหมือนกัน แล้วไปต่อกันที่ห้อง slope ชั้น 7 ความจุประมาณ 120 ที่นั่ง ซึ่งเหมาะมากกับการจัดสัมมนา

จากนั้นไปสำนักหอสมุดกลาง เพื่อไปดูสถานที่ (ดูทั้งสองที่เพื่อ Weigh ว่าที่ไหนเหมาะสม แต่เนื่องจากว่าตึกห้องสมุดเพิ่งสร้างเสร็จ แล้วก็เพิ่งย้ายมาใหม่ได้ไม่ถึง 1 เดือนดีนัก ทำให้บางส่วนยังไม่แล้วเสร็จดี ดีใจกับนิสิตที่ได้ตึกใหม่ ใช้เวลาดูนานเหมือนกัน จนเที่ยงก็เลยไปกินก๋วยเตี๋ยวชามละ 10 บาท ก็อร่อยนะ กินไป 4 ชามเอ๊งงงง

ตอนบ่ายก็แว๊บไปพิพิธภัณฑ์ผ้า ของมหาวิทยาลัย น่าสนใจเหมือนกันนะ ถึงแม้เราเองไม่มีความรู้พื้นฐานทางด้านนี้เลยก็ตาม นั่งย่อยซักพักก็อาจารย์ก็พาเราไปพิพิธภัณฑ์บ้านจ่าทวี จะบอกว่าเราเองไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยนะ มาพิษณุโลกก็หลายครั้ง แต่ไม่มีโอกาสมาที่นี่เลย

ประทับใจความเป็นจ่าทวี ที่ “เก็บ” สิ่งต่างๆไว้ให้คนรุ่นหลังได้ดู ได้สัมผัส ของทุกอย่างถือว่าเป็นคุณค่าทางประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น เห็นแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า คนเราถ้าคิดจะทำอะไรซักอย่าง ไม่ยากมากมาย แค่เริ่มจากการเก็บสิ่งที่เราชอบนี่แหละ เป็นการดีที่สุด ใครจะรู้ว่าต่อไปในอนาคตของเหล่านั้นอาจจะกลายเป็นสิ่งที่มีค่าทางประวัติศาสตร์ก็ได้ แต่ถึงแม้ว่ามันจะไม่มีคุณค่าในสายตาคนอื่น แต่อย่างน้อยก็กับเรานี่แหละ

ย้อนคิดไปเมื่อตอนเรียน เราเองก็เป็นคนนึงที่ชอบเก็บสะสมของ มาว่ากันตั้งแต่รูปดาราขนาด 4P รูปละ 3 บาท เงินซื้อข้าวไม่มีไม่เป็นไร แต่รูปดารา เต็มไปหมด หนังสือและการ์ดดราก้อนบอล หนังสือและของที่ระลึกแมนยู แก้ว 7-11 โอยยย.. เยอะเหมือนกันนะ แต่ว่าการจัดการไม่ค่อยดี ทิ้งๆขว้างๆ ก็เลยหายไปเยอะเหมือนกันนะ

แต่ที่แน่ๆ เราเก็บความทรงจำไว้ในรูปของไดอารี่มาตลอด ตั้งแต่เรียนมอปลายเลยล่ะ สัญญากับเพื่อนอีก 2 คนว่า จะเวียนกันซื้อไดอารี่ในทุกๆปีใหม่ รู้สึกว่าเราจะเป็นคนเดียวที่ยัง keep writing น่ะ … บางทีกลับบ้านแล้วไปเปิดอ่าน ก็สนุกดี บรรยากาศเก่าๆมันอบอวลไปหมด อ้อ.. เราจดเพจด้วยนะ ทุกข้อความที่ส่งมาตั้งแต่เริ่มมีจนเลิกใช้ บ้าไหมล่ะ??

นอกเรื่องอีกแล้วเรา
จากนั้นก็ไปไหว้พระพุทธชินราช เพื่อความเป็นสิริมงคล เราเลยถือโอกาสเสี่ยงเซียมซีซะเลย ได้เบอร์ 13 ท่านบอกว่า ทุกอย่างต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไป อย่ารีบๆๆๆ (แต่ตอนนี้ร้อนใจจังเลยย)

กินข้าวริมแม่น้ำ …. อิ่มมากก แต่บรรยากาศดี ดูเค้าโยนผักบุ้งลอยฟ้า

แล้วก็มาขึ้นเครื่องงง โอยยยย…. กว่าจะ 4 ทุ่ม!!!!

Permalink Leave a Comment

บัน!!

August 16, 2007 at 4:24 am (Profession, เรื่อยเปื่อย)

ช่วงนี้เป็นช่วงที่เรารู้สึกว่าเหนื่อยจังเลยอ่ะ จริงๆนะ

แต่ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณน้องที่มาบริจาคหนังสือให้กับน้องตาดำๆได้มีโอกาสอ่านหนังสือที่ดีและมีประโยชน์ ได้ข่าวแว่วว่าอีกประมาณ 2 เดือนอาคารต่างๆก็คงเสร็จ ช่วงนี้ก็พยายามหาทุนรอน รวมทั้งบริจาคหนังสือด้วย สู้ๆ เพื่อนเอ๋ย

เมื่อวานวันก่อน แต่ว่าเข้าไป office ดูเหมือนขยัน แต่ว่าก็แค่ไปอยู่เป็นเพื่อน ดูเค้า set up ตัว exhibition ที่เราตั้งใจว่าจะหมุนเวียนไปตาม site ต่างๆน่ะ รวมถึงดู Pride and prejudice ด้วย คาดว่าคงรอบที่ 8 แล้วม๊างง ชอบจริงๆให้ตาย

เมื่อวันเสาร์ เราสั่งหนังสือเรื่อง A day in the life: career options in Library and Information Science ที่โตมรเขียนไว้ใน blog ว่า วันๆบรรณารักษ์ทำอะไรน่ะสิ มันช่างโดนเหลือเกิน หัวหน้าเราเลยฝากเราสั่งจาก amazon คิดว่าอีกไม่เกินวีคหน้า น่าจะได้อ่าน มันเป็นการดีที่จะให้คนภายนอกรู้ว่า วันๆหนึ่งเราทำอะไรบ้าง (นอกจากไปข้าวสาร –ล้อเล่น) เพราะคนส่วนใหญ่มองไม่ออกว่า profession นี้มีอะไรนักหนา เราเคยถูก user ถามว่า ถามเหอะเรียนตั้ง 4 ปี เนี่ยเรียนอะไรบ้าง เราเองจับน้ำเสียงเค้าได้นะว่าเค้าแอบรู้สึกว่ามันดูเหมือนจะไม่มีอะไรเลย แต่เค้าเองก็สารภาพว่า เค้าไม่รู้จริงๆนะ เราก็อธิบายไปแถมตบท้ายด้วย … เค้ามีเรียนกันจนถึงป.เอกเลยนะ มันเป็นส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า มันมีมากกว่าที่คุณคิดนะ

อาจจะเพราะว่า วงการบรรณารักษ์ หรือ ห้องสมุดในประเทศไทย ไม่เป็นที่นิยม คำว่านิยม ในที่นี้คือ ไม่ได้มาอยู่ในชีวิตประจำวัน ในที่นี้คือ ห้องสมุดประชาชนนะ เพราะถ้ามองห้องสมุดมหาวิทยาลัยนั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง เพราะส่วนใหญ่คนที่เข้านั่นน่ะถูกไฟท์บังคับทั้งนั้น แต่ที่เราหมายถึงคือ พ่อแม่พาลูกไปห้องสมุด ฝึกการอ่านหนังสือ ฝึกการแบ่งปันกับคนอื่น ฝึกรักษาของ เพราะตัง share กับคนอื่น หรือ เป็นที่ๆพบปะกัน หาหนังสือที่น่าสนใจอ่าน เป็นต้น มันดูยากและดูไกล แต่เราเองก็ยังฝันอยู่ดีแหละ ว่าอยากในอนาคต ซักวัน มันจะต้องเป็นจริง

อีกอย่างที่ยังติดอยู่ในหัวใจของทุกคน ไม่ว่าจะชาติไหน ภาษาใดก็ตาม คือ ภาพลักษณ์ของบรรณารักษ์ ต่อบุคคลทั่วไป …. คร่ำครึบ้างล่ะ เจ้าระเบียบบ้างล่ะ แม่มดบ้างล่ะ ต่างๆนานา เราเองตอนที่เรียนอยู่ม.ปลายเรายังเคยเรียกบรรณารักษ์ว่าผีเสื้อสมุทรเลยอ่ะ เค้าก็ดุตามเรื่องอ่ะนะ แต่ว่าเราเองนี่แหละที่ดื้อ เพราะห้องสมุดคือที่โดดเรียนของเรา อิอิ
จะบอกว่าตอนนี้โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว บรรณารักษ์ ยินดีต้อนรับเทคโนโลยีใหม่ๆ การจัดการใหม่ๆ ทั้งนี้ก็เพื่อความสะดวกสบายในการอ่าน การค้นหาข้อมูลของสมาชิกน่านแหละ

เราเสียสละนะเนี่ย นึกถึงแต่ผู้ใช้ตลอดดดดดด ไม่ว่าจะคิดบริการใหม่ๆอะไรขึ้นมาก็ตาม อิอิ

มาว่ากันเรื่องหนังสือดีกว่า ถึงแม้ว่าจะเป็นบรรณารักษ์ชาวอเมริกัน มาเขียนหรือบ่นไว้ก็เหอะ แต่เชื่อว่ามันคงไม่ต่างกันหรอกน่า ว่ามะ … แต่ที่น่าสนใจ ที่โตมร พูดไว้คือ อยากให้ผู้บริหารอ่าน เค้าจะได้รู้ว่าวันๆนึง บรรณารักษ์ทำอะไรบ้างอ่ะ เราขอยกมือเห็นด้วย ด้วยประการทั้งปวงนะ เพราะบางทีมันต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่างเพื่อให้ระดับ management มาเข้าใจระดับ operation มากขึ้นอ่ะ
ไว้หนังสือมา เราก็คงจะขอยืมเจ้านายอ่าน (ไม่มีเงินซื้อหรอก … แพงไปอ่ะ)

.
.
จนได้นะเรา มือไวจนได้ สั่งหนังสือเสร็จก็หาเรื่องจนได้
ตอนแรกกะว่าจะสั่งของขวัญให้ลูกสาว เพราะว่าต้นเดือนหน้าก็จะวันเกิด ครบ 3 ขวบแล้วอ่ะ (อยากจะไป happy birthday) ด้วยตัวเองอ่ะ อยากไปใจจะขาดดดด ทีเดียว
ดูไปดูมา … อืมม hold ไว้ก่อนดีกว่า ซื้อ Laguna Beach Season 2 ดีกว่าก็เลยสั่งซื้อ ซะอย่างงั้น เออออ คนเราเนี่ยนะ!! บางทีก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันนะว่าทำไมถึงชอบ Laguna Beach ได้ขนาดนี้ เหมือนกับทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา ยังไงยังงั้นเลยนะ (ยกเว้น season 3) อ่ะ
อันนี้ก็รอไม่ไหวเหมือนกัน อยากดูเร็ว

จบละ พอแค่นี้ก่อน แล้ววันหลังจะมาบ่นใหม่รวบถึง trip ที่ไปนครวัดด้วย ยังเขียนไม่เสร็จเล้ยยยย

Permalink 1 Comment

ห้องสมุด หนังสือ ชนบท

July 29, 2007 at 8:32 am (Profession, เรื่อยเปื่อย)

เดือนก่อนเพื่อนมอขอ คนหนึ่งmsnมาถามเราเรื่อง link ของเว็บรุ่น (ซึ่งเราเองก็ลืม เพราะไม่ได้เข้านาน)

วันนี้ได้มีโอกาสเข้าไปดู เห็นเพื่อนรินโพสต์ข้อความไว้

ถึงเพื่อนๆ ชาวบันที่น่าร๊าก
ขณะนี้เรากำลังต้องการคำแนะนำดีๆ
อันเนื่องมาจากเราทำงานเป็นครูมาหลายปี
วิชาชีพบรรณารักษ์น่ะ ลืมเกือบหมดแล้วล่ะ
พอดีโรงเรียนที่เรามาบรรจุใหม่ เป็นโรงเรียนประถม ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ไม่มีห้องสมุดเลย
ตอนนี้กำลังจะสร้างอาคารห้องสมุด และจะเข้าสู่โรงเรียนในฝันรุ่นที่ 2
แต่ว่าตอนนี้ยังไม่มีหนังสือเข้าห้องสมุดเลยสักเล่ม
เรื่องงบประมาณน่ะไม่ต้องพูดถึง ไม่มีอ่ะ
ก็เลยอยากจะขอคำแนะนำว่าเราจะเขียนขอบริจาคไปที่ไหนดี
ใครมีคำแนะนำดีๆ ช่วยเราด้วยนะ
สงสารเด็กนักเรียน
หรือใครมีหนังสืออยากจะบริจาคก็ยินดีรับนะจ๊ะ
เราจะขอเกียรติบัตรจากทางโรงเรียนให้

คิดถึงทุกคนจ้า
จาก ครูริน
โรงเรียนบ้านเหล่าทองหลาง ต.เหล่าทอง อ.โซ่พิสัย จ.หนองคาย

อ่านแล้วก็อึ้งไปเรยยยย

ที่อึ้งเพราะ …. เราเองไม่ค่อยได้สัมผัสกับความรู้สึกขาดแคลนเหล่านั้น ต้องยอมรับว่าตั้งแต่เริ่มทำงานมาก็ได้มีโอกาสทำงานในที่ๆเรียกได้ว่า ทันสมัย และมีงบประมาณในการซื้อหนังสือค่อนข้างเพียงพอ
แต่พอเพื่อนเราเขียนมาอย่างนี้ รู้สึกว่า เฮ้ออ … มันไม่ไกลตัวเลยนี่หว่า มันเหมือนกับว่ามี connection ระหว่างเรากับเพื่อน อีกทั้งช่วงนี้ก็มีโฆษณาเกี่ยวกับการบริจาคหนังสือให้เด็กที่ด้อยโอกาส

มองย้อนไปในวัยเด็ก เราเองก็ถือว่าเป็นเด็กบ้านนอก โตมาในเขตชนบทที่โรงเรียน(ประถม) ไม่มีห้องสมุด หรือมีก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าไม่ค่อยได้มีความรู้สึกว่าได้ยืมหนังสือกลับบ้าน แล้วเช้ามาไปคืนหนังสือที่ห้องสมุด … ไม่มีเลย แต่เราเองโชคดีที่พ่อเป็นคนชอบอ่านหนังสือ (มากก) ทำให้เราเองได้อ่านหนังสือที่พ่ออ่าน ซึ่งออกจะเกินตัวไปหน่อย ถ้าดูตามอายุ อย่างเช่นประวัติศาสตร์ หรือหนังสือธรรมะแนว ตายแล้วไปไหน และอื่นๆๆ แล้วเค้าก็ซื้อหนังสือการ์ตูน อย่าง ดราก้อนบอล ให้เราได้อ่าน ได้ปล่อพลังอย่างเต็มที่ ขอบคุณพ่อกับแม่คับพ๊มมม
นั่น … ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของเรา ถ้าเปรียบเทียบกับคนอื่นๆที่เค้าขาดตรงนั้นไป

เราเองมองว่า ในเมื่อมีงบฯในการสร้างตึก อาคาร สถานที่ ทำไมถึงไม่เจียดเงินมาซื้อหนังสือ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ในการที่จะพัฒนาความคิด สติปัญญา และนิสัยรักการอ่าน ของคนไทย-เด็กไทย

หลายสัปดาห์ก่อนเราได้มีโอกาสดูรายการของทีวีบูรพา (จำไม่ได้ว่าชื่อรายการอะไร) เค้าจับประเด็นเรื่อง “การอ่าน” ของคนไทย โดยเริ่มที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ผ่านมา ที่เรียกได้ว่าสถิติถล่มทลาย ทั้งคนและหนังสือ  แต่… นั่นเป็นเพียงคนกระจุกหนึ่งเท่านั้น
สถิติการอ่านหนังสือของคนไทยต่อปี อยู่ที่ 7 บรรทัด … ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นแล้วนะคะ

รายการได้กำหนดกลุ่มตัวอย่างเด็กจากสภาพแวดล้อมและครอบครัวที่แตกต่างกันไป โดยสำรวจว่าเด็กได้อ่านหนังสือที่นอกเหนือจากหนังสือเรียนมากน้อยเพียงไร แบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็นทั้งหมด 4 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มแรก กลุ่มผู้มีฐานะ หรือเรียกได้ว่า รวย โดยไปตามหมู่บ้านจัดสรรหรูๆในกรุงเทพฯ ผลปรากฏว่าเด็กมีโอกาสเข้าถึงหนังสือสูงมาก พ่อแม่สนับสนุนเต็มที่ อยากได้หนังสืออะไรให้บอก แต่อ่านไม๊ อีกเรื่อง

กลุ่มที่สอง  คือกลุ่มคนที่มีฐานะในต่างจังหวัด โดยพิธีกรเลือ จ.พิษนุโลก เป็นกลุ่มเป้าหมาย เลือกในตัวจังหวัด ปรากฎว่า พ่อแม่ให้การสนับสนุนค่อนข้างดี เด็กมีหนังสืออ่านประมาณนึงตามอัตภาพ

กลุ่มที่สาม  คือกลุ่มชนบทโดยเลือกที่จ.พิษณุโลกเหมือนกัน โดยเข้าไปสำรวจทุกบ้านในหมู่บ้านนั้น ปรากฎว่ามีหนังสืออยู่ไม่กี่เล่ม พ่อแม่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก ทั้งนี้เพราะพ่อกับแม่เองก็อ่านหนังสือไม่ออก ทำให้ขาดการสนับสนุน รวมถึงทุนรอนที่จะซื้อหนังสือด้วย

กลุ่มที่สี่  คือกลุ่มชุมชนตลิ่งชัน พิธีกรก็เคาะแทบทุกห้อง เพื่อดูว่ามีหนังสืออท่านที่นอกเหนือจากหนังสือเรียนมากน้อยแค่ไหน ปรากฎว่า เด็กมีหนังสืออ่านน้อยทีเดียว เพราะพ่อกับแม่ไม่ค่อยซื้อให้อ่าน ที่เราสะท้อนใจมากอย่างนึงคือมีเด็กคนนึงใช้เวลาอ่านหนังสือที่แม่ซื้อให้ตั้ง 1 เดือน เพราะน้องเค้าบอกว่าไม่อยากอ่านจบเร็ว อยากอ่านไปเรื่อยๆๆ หนังสือเล่มนั้นถ้าจำไม่ผิดราคา 120 บาท น้องเค้าบอกแพงมากกกกกก

เสร็จแล้วก็ให้เด็กอ่านข้อความที่ทางรายการเตรียมมา ผลปรากฎว่าเด็กที่มีโอกาสอ่านได้คล่องมาก ส่วนเด็กที่ไม่มีโอกาสก็อ่านตะกุกตะกัก บางคนอ่านไม่ออกเลยย แต่อยู่ป. 5 แล้ว โอยยย….. เห็นแล้วคิดถึงตอนตัวเองอยู่ป. 4 ที่ครูให้เราสอนเพื่อนอ่านหนังสือ เพราะมันอ่านหนังสือไม่ออก เอ้อออออ

เหอๆ ไม่รู้ว่ามาเรื่องนี้ได้ไง แต่ว่าเป็นเรื่องที่เราและใครหลายๆคนเป็นกังวล ว่า จะทำอย่างไรให้เด็กไทย (คนไทย) อ่านหนังสือกันมากขึ้น มีนิสัยรักการอ่านมากขึ้น

ที่แน่ๆ เราเองจะหาทางช่วยเพื่อน และนักเรียนของเพื่อนให้ถึงที่สุดอ่ะ
เพื่ออนาคตของเด็กไทยตาดำๆ

Permalink 2 Comments

PM

July 22, 2007 at 4:55 am (Profession, TCDC)

ช่วงนี้ไม่ว่าง ไม่มีเวลา

ไม่แน่ใจว่ามันเป็นการแก้ตัวหรือว่าอย่างไรนะ กับการที่เราคอยบอกตัวเองและคนอื่นว่า ไม่ว่าง ไม่มีเวลาเนี่ย เพราะเราเชื่อว่าคนที่พูดแบบนี้คือคนที่จัดการชีวิตตัวเองได้ไม่ดี

ซึ่งก็เห็นด้วย เป็นอย่างยิ่ง
เมื่อวานได้มีโอกาสอ่าน blog ของศรีสุดาที่มันเองก็บ่นเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน

ว่ากันว่าถ้าชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงอะไรซักอย่าง มันต้องใช้เวลาในการจัดการชีวิตซักระยะหนึ่ง กว่าที่มันจะลงตัว เราเองก็คงเป็นเช่นนั้น แต่… ก็ยังมองไม่เห็นว่ามันจะราบรื่นได้เมื่อไหร่

เกือบเดือนแล้วที่เราได้ถูกเลือกให้เป็น PM หรือ Project Manager ของโครงการ miniTCDC ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่เป็นประโยนช์มากต่อมวลชนในภูมิภาคมาก โครงการนี้เริ่มมาได้เกือบปีแล้วล่ะ เราเองก็ถือว่าได้แอบเข้าไปมีส่วนร่วม (แบบไม่เต็มรูปแบบนัก) ด้วยเหมือนกัน ส่วนใหญ่จะในเรื่องของงานห้องสมุด งานอื่นๆนั้นไม่ค่อยรู้มากนัก แต่เนื่องจากว่าโครงการเริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ จึงจำเป็นต้องมีผู้ดูและโปรเจ็คแบบครบวงจร ทั้งนี้เพื่อให้งานเดินและเพื่อเป็นตัวแทนรายงานความคืบหน้าในด้านต่างๆต่อผู้บริหารด้วยเช่นกัน
เราเองไม่เคยทำงานนี้มาก่อน ทำให้วันแรกที่ทราบเรื่องว่าตัวเองต้องมาทำหน้าที่นี้นะ
ตกใจ ประหลาดใจ กังวลใจ หนักใจ สับสน จับต้นชนปลายไม่ถูก
อะไรหลายๆอย่างรุมเร้าเหลือเกิน บอกตามตรงว่าเครียดมาก เพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนดี นอนไม่หลับ ต้องใช้ยานอนหลับกันเลยทีเดียว
ถึงตอนนี้เราเองก็ต้องเรียนรู้อะไรอีกเยอะ เราถือว่าไม่มีอะไรที่ยากเกินความสามารถมนุษย์หรอกน่า
มองอีกแง่ ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของเราที่ได้ทำงานงานนี้ ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง เปิดโลกให้ตัวเอง (และน้องๆด้วย) ให้ตัวเองกล้าในหลายๆด้าน
เราต้องทำให้ได้

Permalink Leave a Comment

Library 2.0: จากแนวคิดสู่การประยุกต์ใช้จริง

June 19, 2007 at 1:30 pm (Profession, TCDC)

เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 14 มิถุนายน 2550 สำนักงานศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบร่วมกับสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย จัดงานสัมมนา ชื่อ Libary 2.0: จากแนวคิดสู่การประยุกต์ใช้จริง ขึ้น โดยวิทยากรที่มาพูดคือ โต (ทรงพันธ์ เจิมประยงค์) และ บอล (เลอชาติ ธรรมธีรเสถียร) ซึ่งทั้งสองคนถือว่าเป็นคลื่นลูกใหม่ที่มีใจรักและต้องการพัฒนาวงการห้องสมุดมากทีเดียว

ในช่วงเช้า โตได้พูดถึงแนวคิดและหลักการในการนำ web 2.0 มาใช้ในงานห้องสมุด บอกตามตรงเราเองได้รู้จักและยายามศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับ web 2.0 เมื่อตอนต้นปีนี่เอง หลายคนอาจจะคิดว่ามันคือโปรแกรมห้องสมุดตัวใหม่หรืออย่างไร ขอบอกเลยนะคะว่ามัน .. ม่ายช่ายยยย Library 2.0 คือ แนวคิดในการนำเทคโนโลยี web 2.0 มาใช้ ซึ่งถือว่าเป็นการปฏิวัติงานห้องสมุดครั้งใหญ่เลยเหมือนกัน เพราะนอกจากเทคโนโลยีเองที่เปลี่ยน ตัวบุคลากรก็ต้องเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน รูปแบบใหม่นี้เน้น ‘แนวร่วม’ เพื่อที่จะสร้างสังคม (comunity, networking) ให้เกิดขึ้น มีการแชร์ความรู้+ความสนใจกันมากขึ้น จริงๆถ้าจะให้ว่ากันเรื่องทางวิชาการเนี่ย ต้องรบกวนให้ไปอ่าน blog ของวิทยากรของเราจะดีกว่า รับรองว่าละเอียบยิบ

แต่ที่เราเอง concern คือในถ้านะ end user คนนึง พูดง่ายๆคือในฐานะบรรณารักษ์คนนึงนั่นแหละ การที่จะผลักดันให้แนวคิดที่มีประโยชน์ตัวนี้เข้ามามีทบบาทในงานบริการ โดยเฉพาะการเข้าไปมีบทบาทกับผู้ใช้อย่างเต็มรูปแบบ เพราะจริงๆแล้วการสร้าง การสร้างcommunityระหว่างบรรณารักษํกับผู้ใช้ถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ซึ่งก็ต้องคอยดูกันต่อไป … เราจะพยายามอย่างเต็มที่

ในช่วงถาม-ตอบ ผู้เข้าร่วมสัมมนาท่านหนึ่งได้ถามคำถามที่น่าสนใจว่า ‘รูปแบบหน้าตา Librarian 2.0 เป็นอย่างไร’ เรารู้สึกว่าเป็นคำถามที่โดนใจมาก การพัฒนาด้านเทคโนโลยีต่างๆหากผู้ใช้เทคโนโลยีรู้ไม่เท่าทันแล้ว ก็ถือว่าสร้างมาเสียเปล่า ดังนั้นการที่จะให้ได้ประโยชน์สูงสุดคือ บรรณารักษ์ต้องเริ่มทำเป็นตัวอย่าง เช่น Library 2.0 มี blog ตัวบรรณารักษ์เองก็ต้องมี blog หรือแม้กระทั่ง Facebook หรือ hi5 ก็ตาม เราต้องเล่นอย่างที่ผู้ใช้เค้าเล่นกัน พูดจาภาษาเดียวกันเมื่อไหร่ อะไรๆก็ง่ายขึ้น

ฉะนั้น …. ข้าพเจ้าเลยเล่นมันเกือบทุกอย่าง ฮ่าๆๆ

ช่วงนี้เว็บของห้องสมุดฯเรากำลังอยู่ในช่วงทดลองระบบ เราเองก็เข้าไปทดสอบอยู่บ่อยๆ แต่ที่เราต้องการเห็นจะเป็น feedback จากผู้ใช้เพื่อการพัฒนาเว็บไซต์ต่อไป หากใครมีโอกาสเข้าไปใช้ก็สามารถส่ง feedback ไปได้ที่ library@tcdc.or.th ทางเรายินดีรับฟังทุกข้อความค่ะ

Permalink Leave a Comment