Color

October 12, 2007 at 11:40 am (เรื่อยเปื่อย)

เพื่อนส่งกลอนนี้มาให้ อ่านแล้วรู้สึกแอบซึ้งยังไงบอกไม่ถูก อารามเข้าใจความรู้สึกแบบสุดๆ อะไรทำนองนั้น

พูดถึงการเหยียดผิวตอนนี้ก็ไม่ค่อยเห็นมากนักแล้วนะ แต่ก็อย่างว่า .. มันคงยังไม่หายไปซะทีเดียวอ่ะ

ก็มานั่งนึกถึง hostmom ของตัวเอง สมัยอยู่นู่น เค้าเล่าให้ฟังว่าพ่อเลี้ยงเค้าแบบสมัยโบราณ (คิดเอง) เค้าเกิดและโตที่รัฐอิลลินอยส์ แล้วเห็นคนผิวดำครั้งแรกในชีวิตเมื่อตอนอยู่ไฮสคูลแล้วอ่ะ คิดดูสิว่าพ่อเค้าจำกัดสังคมเพื่อนมากแค่ไหน แต่เค้าก็โตมาเป็นคน open minded มาเลยนะ อาจจะเป็นเพราะว่าหน้าที่การงานทำให้เค้าได้เดินทางเยอะ ได้เห็นอะไรเยอะมาก (พ่อเค้าไม่เคยเดินเทางออกนอกเมกาเลย) แต่เค้าบอกตอนนี้ก็ดีขึ้นแล้ว เพราะตอนแรกที่เค้าคิดจะรับเราไปอยู่ด้วยเนี่ย ก็เกร็งๆเหมือนกันว่าจะออกหัวรึก้อย แต่ว่า…อิอิ เราทำไว้ดี เค้าก็น่ารัก ดีกะเราไม่มีทิฐิหรืออะไรทั้งนั้นอ่ะ

This poem was nominated by UN as the best poem of 2006, Written by an African Kid

When I born, I black
When I grow up, I black
When I go in Sun, I black
When I scared, I black
When I sick, I black
And when I die, I still black

And you white fellow
When you born, you pink
When you grow up, you white
When you go in sun, you red
When you cold, you blue
When you scared, you yellow
When you sick, you green
And when you die, you grey

And you calling me colored??

…. น่านสิ จะมาเรียกฉันว่าผิวสีได้ไง ….

Permalink Leave a Comment

Do you believe in conspiracy theory?

October 10, 2007 at 2:32 am (เรื่อยเปื่อย)

Do you believe in conspiracy theory?
อ่านสำเนียงเดียวกับ do you believe in destiny? เลยนะ

จำได้ว่าดูหนังเรื่องนี้ (เล่นโดย Male Gibson และ Julia Roberts) เมื่อนานมาแล้ว บอกตามตรงว่าตอนนั้นไม่ค่อยอินเท่าไหร่ เนื่องจากไม่เข้าใจคำว่า ทฤษฎีสมคบคิด ไม่เข้าใจว่าหนังสือต้องการสื่ออะไร และทำไมเฮียเมลถึงต้องเจออุปสรรคที่โหดร้ายขนาดนั้น (แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วล่ะ)

หลายๆอย่างในชีวิต มันเป็นทฤษฎีสมคบคิด ได้ทั้งที่รู้ตัว ไม่รู้ตัว ตั้งใจ และไม่ตั้งใจ
หลังๆรู้สึกว่า เราจะเอาความไม่รู้ตัวมาตั้งใจ (โยง)ให้มันเป็น ทฤษฎีสมคบคิด น่ะสิ แต่ว่ามันก็มีเหตุผลในตัวของมันเองนะ

เราว่าอีกอย่างที่ทำให้เกิดทฤษฎีสมคบคิดก็คือ เมื่อเราสนใจอย่างใดอย่างหนึ่งมากๆ เราจะโยงเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องเพียงเล็กน้อยมาเป็นเรื่องใหญ่ (ที่เรากำลังสนใจ) ได้ทุกเมื่อ

อย่างเช่น
เมื่อครั้งที่เราอ่าน “ที่เกิดเหตุ” วรพจน์ พันธ์พงษ์ (ซื้อมาตั้งแต่งานหนังสือ เพิ่งจะได้มีโอกาสอ่าน) อ่านแล้วรู้สึกเศร้า หดหู่ นับถือ และอีกหลายๆความรู้สึก ปะปนกันไปในระหว่างที่อ่าน ที่แน่ๆรู้สึกว่าเข้าใจคนใต้และเจ้าหน้าที่ที่ประจำการอยู่ที่นั่น … มากขึ้น อ่านแล้วรู้สึกว่า ชีวิตเราเนี่ยมันสบายเกินไปรึเปล่านะ สิ่งที่เรากังวลต่างๆนานา เช่น รอรถเมลนานจัง รถติด ผมไม่เป๊ะ (ไร้สาระไม๊) หรือแม้แต่กลุ้มเรื่องงานก็ตาม เรารู้สึกว่าไม่ได้ครึ่งกับความเศร้า ความกังวล ของพวกเขาเหล่านั้นเลย

แล้วทฤษฎีสมคบคิด เกิดขึ้นตอนไหน

เราคิดถึงเพื่อนที่มีแฟน (หมั้นแล้วด้วย) ที่ทำหน้าที่ปกป้องความสงบสุขอยู่ที่ภาคใต้ ต้องบอกกันตรงๆว่า มันก็กลัวๆอยู่เหมือนกัน

ฟัง Club Friday ของคลื่นสีเขียว แล้วเจอคนที่มีแฟนเป็นตำรวจประจำการที่ภาคใต้ เค้าเล่าได้เศร้ามาก จนเราเองจะร้องไห้ตาม เค้าบอกว่าแฟนเค้าพยายามทำตัวให้เค้าเลิกรัก เพื่อที่เค้าจะได้ไปรักคนอื่นที่ชีวิตไม่ได้แขวนอยู่บนเส้นด้าย ที่ไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ ทุกครั้งที่ลงไปประจำการแฟนเค้าจะทำไดอารี่ซึ่งเหมือนเป็นพินัยกรรมกลายๆ บอกถึงหากแฟนเค้าเสียชีวิตต้องจัดงานศพยังไง และอะไรอีกหลายๆอย่าง ฟังแล้วเศร้าเหลือเกินสำหรับคนที่เป็นแฟน

เช้าวันถัดมา เพื่อนโทรมาบอกว่าแฟนพี่ที่รู้จักถูกระเบิด เสียชีวิตจากการลาดตระเวณเมื่อเช้าวันก่อน …. เราไม่รู้จักชื่อจริงเค้า เราเลยไม่ได้เอะใจ ฟังแล้วอึ้ง
แต่ก่อนคิดว่าทุกอย่างเป็นเรื่องไกลตัวเหลือเกิน แต่ตอนนี้รู้สึกว่า อะไรๆมันก็เกิดขึ้นได้ มันเศร้าจริง …. My Blues Day!!!

Permalink Leave a Comment

ดอกไม้มันบานเมื่อไหร่

August 16, 2007 at 4:27 am (เรื่อยเปื่อย)

ดอกไม้มันบานเมื่อไหร่?

มันเศร้านะ เพราะว่าไม่ได้ดูตอนจบเนี่ย ต้องไปปฏิบัติภาระกิจอันปฏิเสธมิได้อ่ะ

เราชอบเรื่องนี้มากก ชอบเข็มอ่ะ เล่นเป็นธรรมชาติมากก อ้อ … แน่นอนอ่ะพี่ก้อง ด้วยอ่ะ

อีกอย่างที่ชอบคือ เพลงประกอบละคร ทั้งผู้ชายและผู้หญิงร้องเลยอ่ะ มันตรงจริงๆให้ตายสิ ดอกไม้มันบานเมื่อไหร่ ฉันไม่เคยจะรู้ อืมม … ก็เหมือนความรักมันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ไม่เห็นจะรู้ มารู้อีกทีก็ชอบก็รักไปซะแล้ว .. ซะงั้น

แค่นี้แหละ

Permalink 2 Comments

บัน!!

August 16, 2007 at 4:24 am (Profession, เรื่อยเปื่อย)

ช่วงนี้เป็นช่วงที่เรารู้สึกว่าเหนื่อยจังเลยอ่ะ จริงๆนะ

แต่ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณน้องที่มาบริจาคหนังสือให้กับน้องตาดำๆได้มีโอกาสอ่านหนังสือที่ดีและมีประโยชน์ ได้ข่าวแว่วว่าอีกประมาณ 2 เดือนอาคารต่างๆก็คงเสร็จ ช่วงนี้ก็พยายามหาทุนรอน รวมทั้งบริจาคหนังสือด้วย สู้ๆ เพื่อนเอ๋ย

เมื่อวานวันก่อน แต่ว่าเข้าไป office ดูเหมือนขยัน แต่ว่าก็แค่ไปอยู่เป็นเพื่อน ดูเค้า set up ตัว exhibition ที่เราตั้งใจว่าจะหมุนเวียนไปตาม site ต่างๆน่ะ รวมถึงดู Pride and prejudice ด้วย คาดว่าคงรอบที่ 8 แล้วม๊างง ชอบจริงๆให้ตาย

เมื่อวันเสาร์ เราสั่งหนังสือเรื่อง A day in the life: career options in Library and Information Science ที่โตมรเขียนไว้ใน blog ว่า วันๆบรรณารักษ์ทำอะไรน่ะสิ มันช่างโดนเหลือเกิน หัวหน้าเราเลยฝากเราสั่งจาก amazon คิดว่าอีกไม่เกินวีคหน้า น่าจะได้อ่าน มันเป็นการดีที่จะให้คนภายนอกรู้ว่า วันๆหนึ่งเราทำอะไรบ้าง (นอกจากไปข้าวสาร –ล้อเล่น) เพราะคนส่วนใหญ่มองไม่ออกว่า profession นี้มีอะไรนักหนา เราเคยถูก user ถามว่า ถามเหอะเรียนตั้ง 4 ปี เนี่ยเรียนอะไรบ้าง เราเองจับน้ำเสียงเค้าได้นะว่าเค้าแอบรู้สึกว่ามันดูเหมือนจะไม่มีอะไรเลย แต่เค้าเองก็สารภาพว่า เค้าไม่รู้จริงๆนะ เราก็อธิบายไปแถมตบท้ายด้วย … เค้ามีเรียนกันจนถึงป.เอกเลยนะ มันเป็นส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า มันมีมากกว่าที่คุณคิดนะ

อาจจะเพราะว่า วงการบรรณารักษ์ หรือ ห้องสมุดในประเทศไทย ไม่เป็นที่นิยม คำว่านิยม ในที่นี้คือ ไม่ได้มาอยู่ในชีวิตประจำวัน ในที่นี้คือ ห้องสมุดประชาชนนะ เพราะถ้ามองห้องสมุดมหาวิทยาลัยนั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง เพราะส่วนใหญ่คนที่เข้านั่นน่ะถูกไฟท์บังคับทั้งนั้น แต่ที่เราหมายถึงคือ พ่อแม่พาลูกไปห้องสมุด ฝึกการอ่านหนังสือ ฝึกการแบ่งปันกับคนอื่น ฝึกรักษาของ เพราะตัง share กับคนอื่น หรือ เป็นที่ๆพบปะกัน หาหนังสือที่น่าสนใจอ่าน เป็นต้น มันดูยากและดูไกล แต่เราเองก็ยังฝันอยู่ดีแหละ ว่าอยากในอนาคต ซักวัน มันจะต้องเป็นจริง

อีกอย่างที่ยังติดอยู่ในหัวใจของทุกคน ไม่ว่าจะชาติไหน ภาษาใดก็ตาม คือ ภาพลักษณ์ของบรรณารักษ์ ต่อบุคคลทั่วไป …. คร่ำครึบ้างล่ะ เจ้าระเบียบบ้างล่ะ แม่มดบ้างล่ะ ต่างๆนานา เราเองตอนที่เรียนอยู่ม.ปลายเรายังเคยเรียกบรรณารักษ์ว่าผีเสื้อสมุทรเลยอ่ะ เค้าก็ดุตามเรื่องอ่ะนะ แต่ว่าเราเองนี่แหละที่ดื้อ เพราะห้องสมุดคือที่โดดเรียนของเรา อิอิ
จะบอกว่าตอนนี้โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว บรรณารักษ์ ยินดีต้อนรับเทคโนโลยีใหม่ๆ การจัดการใหม่ๆ ทั้งนี้ก็เพื่อความสะดวกสบายในการอ่าน การค้นหาข้อมูลของสมาชิกน่านแหละ

เราเสียสละนะเนี่ย นึกถึงแต่ผู้ใช้ตลอดดดดดด ไม่ว่าจะคิดบริการใหม่ๆอะไรขึ้นมาก็ตาม อิอิ

มาว่ากันเรื่องหนังสือดีกว่า ถึงแม้ว่าจะเป็นบรรณารักษ์ชาวอเมริกัน มาเขียนหรือบ่นไว้ก็เหอะ แต่เชื่อว่ามันคงไม่ต่างกันหรอกน่า ว่ามะ … แต่ที่น่าสนใจ ที่โตมร พูดไว้คือ อยากให้ผู้บริหารอ่าน เค้าจะได้รู้ว่าวันๆนึง บรรณารักษ์ทำอะไรบ้างอ่ะ เราขอยกมือเห็นด้วย ด้วยประการทั้งปวงนะ เพราะบางทีมันต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่างเพื่อให้ระดับ management มาเข้าใจระดับ operation มากขึ้นอ่ะ
ไว้หนังสือมา เราก็คงจะขอยืมเจ้านายอ่าน (ไม่มีเงินซื้อหรอก … แพงไปอ่ะ)

.
.
จนได้นะเรา มือไวจนได้ สั่งหนังสือเสร็จก็หาเรื่องจนได้
ตอนแรกกะว่าจะสั่งของขวัญให้ลูกสาว เพราะว่าต้นเดือนหน้าก็จะวันเกิด ครบ 3 ขวบแล้วอ่ะ (อยากจะไป happy birthday) ด้วยตัวเองอ่ะ อยากไปใจจะขาดดดด ทีเดียว
ดูไปดูมา … อืมม hold ไว้ก่อนดีกว่า ซื้อ Laguna Beach Season 2 ดีกว่าก็เลยสั่งซื้อ ซะอย่างงั้น เออออ คนเราเนี่ยนะ!! บางทีก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันนะว่าทำไมถึงชอบ Laguna Beach ได้ขนาดนี้ เหมือนกับทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา ยังไงยังงั้นเลยนะ (ยกเว้น season 3) อ่ะ
อันนี้ก็รอไม่ไหวเหมือนกัน อยากดูเร็ว

จบละ พอแค่นี้ก่อน แล้ววันหลังจะมาบ่นใหม่รวบถึง trip ที่ไปนครวัดด้วย ยังเขียนไม่เสร็จเล้ยยยย

Permalink 1 Comment

ห้องสมุด หนังสือ ชนบท

July 29, 2007 at 8:32 am (Profession, เรื่อยเปื่อย)

เดือนก่อนเพื่อนมอขอ คนหนึ่งmsnมาถามเราเรื่อง link ของเว็บรุ่น (ซึ่งเราเองก็ลืม เพราะไม่ได้เข้านาน)

วันนี้ได้มีโอกาสเข้าไปดู เห็นเพื่อนรินโพสต์ข้อความไว้

ถึงเพื่อนๆ ชาวบันที่น่าร๊าก
ขณะนี้เรากำลังต้องการคำแนะนำดีๆ
อันเนื่องมาจากเราทำงานเป็นครูมาหลายปี
วิชาชีพบรรณารักษ์น่ะ ลืมเกือบหมดแล้วล่ะ
พอดีโรงเรียนที่เรามาบรรจุใหม่ เป็นโรงเรียนประถม ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ไม่มีห้องสมุดเลย
ตอนนี้กำลังจะสร้างอาคารห้องสมุด และจะเข้าสู่โรงเรียนในฝันรุ่นที่ 2
แต่ว่าตอนนี้ยังไม่มีหนังสือเข้าห้องสมุดเลยสักเล่ม
เรื่องงบประมาณน่ะไม่ต้องพูดถึง ไม่มีอ่ะ
ก็เลยอยากจะขอคำแนะนำว่าเราจะเขียนขอบริจาคไปที่ไหนดี
ใครมีคำแนะนำดีๆ ช่วยเราด้วยนะ
สงสารเด็กนักเรียน
หรือใครมีหนังสืออยากจะบริจาคก็ยินดีรับนะจ๊ะ
เราจะขอเกียรติบัตรจากทางโรงเรียนให้

คิดถึงทุกคนจ้า
จาก ครูริน
โรงเรียนบ้านเหล่าทองหลาง ต.เหล่าทอง อ.โซ่พิสัย จ.หนองคาย

อ่านแล้วก็อึ้งไปเรยยยย

ที่อึ้งเพราะ …. เราเองไม่ค่อยได้สัมผัสกับความรู้สึกขาดแคลนเหล่านั้น ต้องยอมรับว่าตั้งแต่เริ่มทำงานมาก็ได้มีโอกาสทำงานในที่ๆเรียกได้ว่า ทันสมัย และมีงบประมาณในการซื้อหนังสือค่อนข้างเพียงพอ
แต่พอเพื่อนเราเขียนมาอย่างนี้ รู้สึกว่า เฮ้ออ … มันไม่ไกลตัวเลยนี่หว่า มันเหมือนกับว่ามี connection ระหว่างเรากับเพื่อน อีกทั้งช่วงนี้ก็มีโฆษณาเกี่ยวกับการบริจาคหนังสือให้เด็กที่ด้อยโอกาส

มองย้อนไปในวัยเด็ก เราเองก็ถือว่าเป็นเด็กบ้านนอก โตมาในเขตชนบทที่โรงเรียน(ประถม) ไม่มีห้องสมุด หรือมีก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าไม่ค่อยได้มีความรู้สึกว่าได้ยืมหนังสือกลับบ้าน แล้วเช้ามาไปคืนหนังสือที่ห้องสมุด … ไม่มีเลย แต่เราเองโชคดีที่พ่อเป็นคนชอบอ่านหนังสือ (มากก) ทำให้เราเองได้อ่านหนังสือที่พ่ออ่าน ซึ่งออกจะเกินตัวไปหน่อย ถ้าดูตามอายุ อย่างเช่นประวัติศาสตร์ หรือหนังสือธรรมะแนว ตายแล้วไปไหน และอื่นๆๆ แล้วเค้าก็ซื้อหนังสือการ์ตูน อย่าง ดราก้อนบอล ให้เราได้อ่าน ได้ปล่อพลังอย่างเต็มที่ ขอบคุณพ่อกับแม่คับพ๊มมม
นั่น … ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของเรา ถ้าเปรียบเทียบกับคนอื่นๆที่เค้าขาดตรงนั้นไป

เราเองมองว่า ในเมื่อมีงบฯในการสร้างตึก อาคาร สถานที่ ทำไมถึงไม่เจียดเงินมาซื้อหนังสือ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ในการที่จะพัฒนาความคิด สติปัญญา และนิสัยรักการอ่าน ของคนไทย-เด็กไทย

หลายสัปดาห์ก่อนเราได้มีโอกาสดูรายการของทีวีบูรพา (จำไม่ได้ว่าชื่อรายการอะไร) เค้าจับประเด็นเรื่อง “การอ่าน” ของคนไทย โดยเริ่มที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ผ่านมา ที่เรียกได้ว่าสถิติถล่มทลาย ทั้งคนและหนังสือ  แต่… นั่นเป็นเพียงคนกระจุกหนึ่งเท่านั้น
สถิติการอ่านหนังสือของคนไทยต่อปี อยู่ที่ 7 บรรทัด … ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นแล้วนะคะ

รายการได้กำหนดกลุ่มตัวอย่างเด็กจากสภาพแวดล้อมและครอบครัวที่แตกต่างกันไป โดยสำรวจว่าเด็กได้อ่านหนังสือที่นอกเหนือจากหนังสือเรียนมากน้อยเพียงไร แบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็นทั้งหมด 4 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มแรก กลุ่มผู้มีฐานะ หรือเรียกได้ว่า รวย โดยไปตามหมู่บ้านจัดสรรหรูๆในกรุงเทพฯ ผลปรากฏว่าเด็กมีโอกาสเข้าถึงหนังสือสูงมาก พ่อแม่สนับสนุนเต็มที่ อยากได้หนังสืออะไรให้บอก แต่อ่านไม๊ อีกเรื่อง

กลุ่มที่สอง  คือกลุ่มคนที่มีฐานะในต่างจังหวัด โดยพิธีกรเลือ จ.พิษนุโลก เป็นกลุ่มเป้าหมาย เลือกในตัวจังหวัด ปรากฎว่า พ่อแม่ให้การสนับสนุนค่อนข้างดี เด็กมีหนังสืออ่านประมาณนึงตามอัตภาพ

กลุ่มที่สาม  คือกลุ่มชนบทโดยเลือกที่จ.พิษณุโลกเหมือนกัน โดยเข้าไปสำรวจทุกบ้านในหมู่บ้านนั้น ปรากฎว่ามีหนังสืออยู่ไม่กี่เล่ม พ่อแม่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก ทั้งนี้เพราะพ่อกับแม่เองก็อ่านหนังสือไม่ออก ทำให้ขาดการสนับสนุน รวมถึงทุนรอนที่จะซื้อหนังสือด้วย

กลุ่มที่สี่  คือกลุ่มชุมชนตลิ่งชัน พิธีกรก็เคาะแทบทุกห้อง เพื่อดูว่ามีหนังสืออท่านที่นอกเหนือจากหนังสือเรียนมากน้อยแค่ไหน ปรากฎว่า เด็กมีหนังสืออ่านน้อยทีเดียว เพราะพ่อกับแม่ไม่ค่อยซื้อให้อ่าน ที่เราสะท้อนใจมากอย่างนึงคือมีเด็กคนนึงใช้เวลาอ่านหนังสือที่แม่ซื้อให้ตั้ง 1 เดือน เพราะน้องเค้าบอกว่าไม่อยากอ่านจบเร็ว อยากอ่านไปเรื่อยๆๆ หนังสือเล่มนั้นถ้าจำไม่ผิดราคา 120 บาท น้องเค้าบอกแพงมากกกกกก

เสร็จแล้วก็ให้เด็กอ่านข้อความที่ทางรายการเตรียมมา ผลปรากฎว่าเด็กที่มีโอกาสอ่านได้คล่องมาก ส่วนเด็กที่ไม่มีโอกาสก็อ่านตะกุกตะกัก บางคนอ่านไม่ออกเลยย แต่อยู่ป. 5 แล้ว โอยยย….. เห็นแล้วคิดถึงตอนตัวเองอยู่ป. 4 ที่ครูให้เราสอนเพื่อนอ่านหนังสือ เพราะมันอ่านหนังสือไม่ออก เอ้อออออ

เหอๆ ไม่รู้ว่ามาเรื่องนี้ได้ไง แต่ว่าเป็นเรื่องที่เราและใครหลายๆคนเป็นกังวล ว่า จะทำอย่างไรให้เด็กไทย (คนไทย) อ่านหนังสือกันมากขึ้น มีนิสัยรักการอ่านมากขึ้น

ที่แน่ๆ เราเองจะหาทางช่วยเพื่อน และนักเรียนของเพื่อนให้ถึงที่สุดอ่ะ
เพื่ออนาคตของเด็กไทยตาดำๆ

Permalink 2 Comments

ก้านของ

June 21, 2007 at 4:38 am (KKU, เรื่อยเปื่อย)

เมื่อเช้าคุยกับรุ่นพี่บรรณฯ (เจ๊วา) พี่แกแจ้งข่าวเรื่องดอกไม้คณะ ว่ามีการเปลี่ยนแปลง จาก ‘กาซะลอง’ เป็น ‘ดอกก้านของ’ ตอนแรกก็งง ไม่เคยได้ยินมาก่อน … ต้องพึ่ง google อีกตามเคย

จึงได้รู้ว่า  ……. มันคือดอกปีบ หรือ กาซะลอง นั่นเอง ส่วนเหตุผลที่เปลี่ยนก็ยังไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไม นานๆได้ข่าวคณะที ก็ทำให้อยากกลับไปมอขอ อีกจัง … กะว่าจะจัดทริป ไม่รู้ว่าจะล่มรึเปล่าว่ะ

นี่คือข้อมูลที่หามาได้

ชื่อพื้นบ้านอีสาน

ก้านของ

ชื่อทั่วไป

ปีบ กาซะลอง

ชื่อวิทยาศาสตร์

Millingtonia hortensis L.f.

วงศ์

Bignoniaceae

ประเภท

ไม้ต้น

ลักษณะวิสัย

ปีบเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงประมาณ 6-15 เมตร เปลือกต้นสีเทา ขรุขระ กิ่งก้าน ค่อนข้างอ่อน ใบเป็นใบประกอบ แบบขนนก 2-3 ชั้น ใบย่อย รูปไข่ปลายแหลม กว้าง 1.2-1.5 ซม. ยาว 3-5 ซม. ดอก เป็นดอกช่อขนาดใหญ่ ออกที่ปลายกิ่ง ดดกย่อยมีกลีบดอกสีขาว เป็นหลอดยาว 5-8 ซม. ปลาย 5 แฉก กลิ่หอม ผลเป็นฝักแบน เมื่อแก่จะแตกออก ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก ขยายพันธุ์โดย ใช้เมล็ด เกิดได้ทั่วไปตามป่าโปร่ง

ประโยชน์

ใช้ดอกแห้งมวนเป็นบุรี่สูบแก้หืด รากบำรงปอด แก้หอบ พบว่าในดอก มีสาร hispidulin ที่ระเหยได้ และมีฤทธืชิ์ในการขยายหลอดลม ได้ดีกว่า amino-phylline ซึ่งเป็นยาแผนปัจจุบันที่ใช้ในการรักษา อาการหอบหืด สูบแก้ริดสีดวงจมูก มีรสหวานขมหอม บำรุงน้ำดี บำรุงโลหิต บำรุงกำลัง แก้ลม ราก มีรสเฝื่อน บำรุงปอด แก้วัณโรค แก้ปอดพิการ แก้ไอ แก้เหนือยหอบ เนื้อไม้มีสีเหลืองนิยมนำมาทำ เครื่องเรือน

ข้อมูลจาก http://www.walai.msu.ac.th/cdb/question.asp?QID=318

Permalink 1 Comment

ฝันร้าย

June 16, 2007 at 8:52 am (เรื่อยเปื่อย)

เมื่อคืนก่อนฝันร้าย ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมฝันไปอย่างงั้น ทั้งๆที่เราไม่ได้คิดมากเรื่องนี้เลยนะ หรืออาจจะเป็นไปได้ว่าจิตใต้สำนึกเราคิดแต่เรื่องนี้ตลอดเวลาก็ไม่รู้นะ

เราฝันว่าบินไปนิวยอร์ค (นี่ก็หนึ่งละ ที่คิดอยู่ตลอดเวลา) กะว่าจะไปเซอร์ไพรส์ Host เรารวมถึงลูกๆด้วย พอไปถึงที่บ้านเลขที่ 1 ถนนลินคอล์น เมืองอ๊อสซิงนิ่ง ปรากฏว่าเจอแนนนี่คนใหม่ ไม่รู้จักแฮะ .. ในใจคิดว่า แอ้ไปไหนฟระ

เข้าไปในบ้าน ลูกๆไม่อยู่ ออกไปเล่นหลังบ้าน ซึ่งเป็นเหมือน playground มีเด็กเล่นมากมาย เราก็เก้ๆกังๆอยู่ที่ห้องครัว หาอะไรกินซะหน่อยตามประสา ระหว่างที่เดินไปหลังบ้าน เดินผ่าน Pat กับ Mary (Host Family ของเราเอง) แต่ทั้งสองคนจำเราไม่ได้เลยยยย พอเจอลูกๆทั้งสอง ทั้ง Eric และ Catherine ก็จำเราไม่ได้อีก คือไอ้จำไม่ได้น่ะไม่เท่าไหร่หรอก เราเข้าใจ เพราะว่าจากมาตั้งกะยังเด็กมาก แต่ว่า ignore เรานี่สิ มันเรื่องใหญ่นะ

ตัดฉากเข้ามาในบ้าน นั่งกินข้าวกันอยู่ ทุกคนไม่สนใจเราเลย Pat ก็คุยกับ Mary ไป Eric ก็กินอาหารไป ส่วน Catherine ก็เล่นไปด้วย แต่ทุกคนไม่ได้คุยกับเราเลย เราทนไม่ได้เลยออกมาเดินเล่นที่ห้อง living room ออกมารอเพื่อนมารับ พอiEarn มาถึงเท่านั้นแหละ มันมากะใครไม่แน่ใจแต่ที่แน่ๆ เราพูดได้คำเดียวคือ she didn’t even lay her eyes on ME

พระเจ้า ….. เราทนไม่ได้เลยอ่ะ ไม่รู้จะทำไง มันอึดอัดมาก รู้สึกว่านี่เหรอคือสิ่งที่เรารอคอยมานาน การได้กลับไปนิวยอร์คอีกครั้ง สิ่งที่คาดหวังไว้ มันเป็นอย่างงี้เองเหรอ มาเพื่อที่จะมาเจอความเจ็บปวดแบบนี้เนี่ยนะ

ร้องไห้ ……. ร้องเป็นเผาเต่า

เริ่มรู้สึกตัว …… เพราะหายใจไม่ออก

แล้วก็ตื่น ….. อ้าวฝันไป แต่ว่าน้ำตานองหน้าเลย แล้วก็ร้องไห้ต่อ!?!?!? มันแอบรู้สึกกลัวนิดๆ ทั้งๆที่ก็รู้นะว่ามันไม่มีวันเป็นจริงหรอก มันเป็นแค่ความฝัน แต่ก็นะ อกจะเหมือนจริงซะขนาดนั้นอ่ะ

เช้าวันถัดมา มาทำงานตามปกติ ไม่ได้คิดมากอะไร แต่พอสายๆ conspiracy theory ก็ทำงานซะอย่างงั้น เริ่มต้นที่ได้รับอีเมลจาก Pat ถามเรื่องสารทุกข์สุกดิบทั่วไป ตามด้วยหัวหน้าจะเดินทางไปนิวยอร์คคืนวันพรุ่งนี้ แล้วตอนกลางคืนได้ออนไลน์คุยกับ iJam ซึ่งไม่ได้คุยกันนานมากกกก ….. ทั้งหมดมีความว่า นิวยอร์ค เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น

เล่าให้ iJam ฟังเรื่องฝันร้าย มันก็บอกว่า “แกรู้ใช่ไม๊ว่าไม่ใช่ความจริง” – You know that, don’t you? ดีใจจังได้คุยกับมัน มันเหมือนกับว่าได้เจอเพื่อนเก่า ที่ไม่ได้เจอกันนาน สบายใจที่ได้คุย

.. ฝันร้ายคราวนี้ทำให้เรารู้ว่า ยังมีอีกอย่างหนึ่งที่เราอยากทำอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ได้มีโอกาส + มันนี่ ที่จะทำ นั่นก้คือการกลับไปเยี่ยม บ้านเลขที่ 1 ถนนลินคอล์น เมืองอ๊อสซิงนิ่ง นั่นเอง

Permalink Leave a Comment

It’s me, KAte!

June 15, 2007 at 1:28 pm (เรื่อยเปื่อย)

“Hello world, this is me life should be,
fun for everyone.
Life is easy if you wear a smile,
just be your self don’t ever change your style”

Song by The Saddle Club

คิดอยู่นานว่าจะเปลี่ยน blog ดีหรือไม่ ปกติก็เป็นคนเขียน blog อยู่แล้วแต่ว่าไม่สม่ำเสมอ แถมด้วยความไร้สาระอีกต่างหากหรือเรียกอีกอย่างว่า ‘เขียนไม่เป็น’
แต่เมื่อฟังสัมมนา library 2.0 จากที่เก้ๆกังๆว่าจะเปลี่ยน blog ของตัวเองให้เป็นรูปเป็นร่าง เป็น profile ของตัวเองขึ้นมา รวมถึงเขียนในสิ่งที่ทั้งเป็นเรื่องเป็นราว (เชิงวิชาชีพ) และไร้สาระตามประสา เข้าด้วยกัน ก็เป็นจริงขึ้นมา … ซะที

เราเป็นบรรณารักษ์ …  I’m a librarian (อาจารย์บอกว่าต้อง stress ตรงกลางนะ lol)
เราพูดได้เต็มปากเต็มคำด้วยความภูมิใจมากว่าตัวเองเป็นบรรณารักษ์ ท่าทางมันจะอยู่ในสายเลือดซะแล้ว

ย้อนไปเมื่อปี 2541 คิดอยู่นานว่าจะเอ็นทรานคณะอะไร คิดออกแค่ว่า เราชอบภาษาอังกฤษ ต้องเลือกคณะที่สอนภาษาอังกฤษสิ ก็เลือกไว้ 3 อันดับแรก แต่อันดับห้อยติ่งสุดท้าย เราเลือกไว้ที่ สาขาบรรณารักษศาสาตร์และสารนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยที่ …. ไม่ได้มีไอเดียมากนักหรอก

ตลอดเวลาที่เรียน 4 ปี ก็ถือว่าใช้ชีวิตนักศึกษาคุ้มมาก เรียนก็ตั้งใจ (แอบหลับบ้าง) กิจกรรมก็ทำ แต่แปลก … เลือดบรรณารักษ์ยังไม่มีเลยแฮะ ในตอนนั้นเราเป็นคนหนึ่งในบรรดาเพื่อนๆที่คิดว่าเรียนจบแล้วจะไม่เป็นบรรณารักษ์

แต่ว่า … ตั้งแต่เรียนจบจนถึงตอนนี้ เป็นบรรณารักษ์มาโดยตลอด

เลือดบรรณารักษ์ มันมาตอนนี้นี่เอง มันติดหนึบด้วยแฮะ อาจเป็นเพราะสิ่งแวดล้อมในการทำงาน ทำให้เราเห็นว่า การเป็นบรรณรักษ์นั้นสำคัญนะ

มันสำคัญจริงๆนั่นแหละ♥

Permalink 3 Comments