miniTCDC @ BUU
ตอนนี้กำลังนั่งรอให้การติดตั้งนิทรรศการหมุนเวียน ชื่อ วัสดุไทยใส่ใจการออกแบบ (Get the Best out of Materials) ซึ่งเป็นนิทรรศการขนาดเล็กที่หมุนเวียนไปตามมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการ miniTCDC
ทีมของเรา (บอล พี่เอ๋ คิน น้องเอ แล้วก็เรา) ออกเดินทางกันตั้งแต่เช้า 7 โมงกว่าๆเชียวนะ พวกเรามาที่ ม.บูรพา เพื่อทำการหมุนเวียนหนังสือทุกภาคการศึกษาภายใต้โครงการ miniTCDC หนังสือที่นำมาเปลี่ยนมีจำนวนทั้งสิ้น 200 เล่มซึ่งจะสอดคล้องกับวิชาเรียนของคณะศิลปกรรมศาสตร์รวมถึงหนังสือที่ตอบสนองความต้องการของชุมชนด้วยเช่นกัน
ไปถึงม.บูรพาประมาณ 9 โมงเช้า (หลงทางอีกตะหาก) ทางม.บูรพา ได้ตรวจเช็คหนังสือเรียบร้อยแล้ว ทางเราตรวจอีกรอบ แล้วก็แพ็คลงกล่อง (ที่เก็บไว้อย่างดี) ส่วนอีกทีมก็ติดตัว materials ที่คราวนี้นำมาถึง 12 ตัว ด้วยกันซึ่งเป็นทั้งวัสดุของไทยและของต่างประเทศ (ก่อนหน้านี้จัดแสดงเพียง 4 ตัว) ต้องขอบคุณ MCNY ที่อนุเคราะห์และเปิดกว้างให้กับทาง miniTCDC แต่ยังไม่ได้เรียงหนังสือขึ้นชั้นเพราะทางเจ้าหน้าที่นำไปติดแถบแม่เหล็ก
ส่วนทีมติดตั้งจาก Elite ก็ดำเนินการติดตั้งควบคู่กันไป โชคดีที่สถานที่มันค่อนข้าง open แล้วอีกอย่างคือ sticker ชื่อนิทรรศการที่นำมาติดเพิ่มนั้นทำให้ตัว exhibition ดูเด่นขึ้นมามากทีเดียว (ตอนนี้ก็นั่งรอให้งานเสร็จ จะได้ตรวจรับงาน)
ตอนเที่ยงก็เปรมกันทีเดียว ก็แหม มาทะเลทั้งทีจะได้กินกะเพราไก่ไข่ดาว ก็จะกระไรอยู่นะ เราก็เลยได้กินกันที่ร้านเจ้อ่วย (ที่ทางม.บูรพาเคยพาทีมติดตั้งครั้งแรกไปกิน) แหมๆๆๆๆ กุ้งแช่น้ำปลามันได้ใจนังเคทเหลือเกิน มันสดจริงๆ น้ำจิ้มก็โอ ยำหอยนางรมก็แบบว่าสุดๆอ่ะ เพิ่มคลอเรสเตอรัลกันเข้าไป …
ตอนบ่ายก็เอาหนังสือขึ้นชั้น … ชิวๆๆ แต่ที่ทุกคนต้องติดตามแบบที่เรียกว่าไม่วางตา ก็คือ ติดตามข่าวสารของ TCDC เพราะวันนี้ Post Today ก็ลงหน้าหนึ่ง แล้วยังมีการแถลงข่าวโดยคุณอภินันท์อีกด้วย … ถึงตัวไกลแต่ว่าใจเนี่ยตามอย่างไม่ลดละ
สุดท้ายก็ยังไม่เคลียร์อยู่ดีน่านแหละ ก็รอกันไปว่านโยบายจะออกมายังไง
Color
เพื่อนส่งกลอนนี้มาให้ อ่านแล้วรู้สึกแอบซึ้งยังไงบอกไม่ถูก อารามเข้าใจความรู้สึกแบบสุดๆ อะไรทำนองนั้น
พูดถึงการเหยียดผิวตอนนี้ก็ไม่ค่อยเห็นมากนักแล้วนะ แต่ก็อย่างว่า .. มันคงยังไม่หายไปซะทีเดียวอ่ะ
ก็มานั่งนึกถึง hostmom ของตัวเอง สมัยอยู่นู่น เค้าเล่าให้ฟังว่าพ่อเลี้ยงเค้าแบบสมัยโบราณ (คิดเอง) เค้าเกิดและโตที่รัฐอิลลินอยส์ แล้วเห็นคนผิวดำครั้งแรกในชีวิตเมื่อตอนอยู่ไฮสคูลแล้วอ่ะ คิดดูสิว่าพ่อเค้าจำกัดสังคมเพื่อนมากแค่ไหน แต่เค้าก็โตมาเป็นคน open minded มาเลยนะ อาจจะเป็นเพราะว่าหน้าที่การงานทำให้เค้าได้เดินทางเยอะ ได้เห็นอะไรเยอะมาก (พ่อเค้าไม่เคยเดินเทางออกนอกเมกาเลย) แต่เค้าบอกตอนนี้ก็ดีขึ้นแล้ว เพราะตอนแรกที่เค้าคิดจะรับเราไปอยู่ด้วยเนี่ย ก็เกร็งๆเหมือนกันว่าจะออกหัวรึก้อย แต่ว่า…อิอิ เราทำไว้ดี เค้าก็น่ารัก ดีกะเราไม่มีทิฐิหรืออะไรทั้งนั้นอ่ะ
This poem was nominated by UN as the best poem of 2006, Written by an African Kid
When I born, I black
When I grow up, I black
When I go in Sun, I black
When I scared, I black
When I sick, I black
And when I die, I still black
And you white fellow
When you born, you pink
When you grow up, you white
When you go in sun, you red
When you cold, you blue
When you scared, you yellow
When you sick, you green
And when you die, you grey
And you calling me colored??
…. น่านสิ จะมาเรียกฉันว่าผิวสีได้ไง ….
อัฉริยะ … สร้างได้
กำลังคิดอยู่ว่า เราบ้าไปรึเปล่าที่พิมพ์ไดอารี่ที่ PC ไม่ค่อยออกรสออกชาติ แต่ถ้าพิมพ์กับ laptop เมื่อไหร่ เป็นลื่นไหล อยากเขียนไดอารี่อยู่ตลอดเวลา
ท่าจะบ้าแน่ๆๆ (ตอนนี้ก็พิมพ์กับ laptop เพราะยืมเครื่องที่ทำงานมาแปลงานให้เพื่อน)
ช่วงที่แอบอู้ ก็จะพิมพ์ไดอารี่ซะงั้น เหอๆๆ
วันนี้ขอว่าเรื่อง อัจฉริยสร้างได้ กันซะหน่อย
เพิ่งอ่านจบไป ตอนหนังสือออกแรกๆไม่ได้ใส่ใจ แต่พอได้ forwarded mail เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็เลยอยากรู้ว่าเนื้อหาข้างในเป็นยังไง ซื้อมาก็อ่านเลย (เป็นครั้งแรก เพราะปกติจะดองเค็มไว้ก่อน) ก็อ่านจบวันนั้น แบบรวดเดียวจบเลยล่ะ
หนังสืออ่านสบายมาก เนื้อหาออกจะสนุกด้วยซ้ำ มีความเป็นหนูดีอยู่สูงในแทบทุกบรรทัดเลยทีเดียว อธิบายได้ง่าย และทำให้เรารู้สึกว่า เฮ่ยยยย มันไม่น่าจะยากนะกับการที่จะเป็นอัฉริยภาพ!!!!! ….. ช่างกล้าพูด อิอิ
อ่านไปแล้วรู้สึกว่า เราไม่จำเป็นต้องเป็นแบบเก๊งเก่งหรอกนะ แค่จัดการชีวิต พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ แค่นี้ก็เป็นอัจฉริยะได้แล้ว (สำหรับตัวเราเอง)
บอกตามตรงว่าอ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้วมีแรงฮึดในการที่จะหาอะไรๆทำ ซึ่ง บอกตามตรงกว่า ไอ้ อะไรๆ ที่เราว่าเนี่ย เราก็ยังไม่แน่ใจหรอก เพียงแต่ว่าอย่างน้อยเราเองก็เริ่มรู้สึกมีแรงฮึดมากขึ้น
ก็ต้องมาคอยดูกันว่ามันจะไปได้ซักกี่น้ำ ((เพราะแต่นี้เราก็แทบจะเอาตัวไม่รอบแล้วอ่ะ))
Do you believe in conspiracy theory?
Do you believe in conspiracy theory?
อ่านสำเนียงเดียวกับ do you believe in destiny? เลยนะ
จำได้ว่าดูหนังเรื่องนี้ (เล่นโดย Male Gibson และ Julia Roberts) เมื่อนานมาแล้ว บอกตามตรงว่าตอนนั้นไม่ค่อยอินเท่าไหร่ เนื่องจากไม่เข้าใจคำว่า ทฤษฎีสมคบคิด ไม่เข้าใจว่าหนังสือต้องการสื่ออะไร และทำไมเฮียเมลถึงต้องเจออุปสรรคที่โหดร้ายขนาดนั้น (แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วล่ะ)
หลายๆอย่างในชีวิต มันเป็นทฤษฎีสมคบคิด ได้ทั้งที่รู้ตัว ไม่รู้ตัว ตั้งใจ และไม่ตั้งใจ
หลังๆรู้สึกว่า เราจะเอาความไม่รู้ตัวมาตั้งใจ (โยง)ให้มันเป็น ทฤษฎีสมคบคิด น่ะสิ แต่ว่ามันก็มีเหตุผลในตัวของมันเองนะ
เราว่าอีกอย่างที่ทำให้เกิดทฤษฎีสมคบคิดก็คือ เมื่อเราสนใจอย่างใดอย่างหนึ่งมากๆ เราจะโยงเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องเพียงเล็กน้อยมาเป็นเรื่องใหญ่ (ที่เรากำลังสนใจ) ได้ทุกเมื่อ
อย่างเช่น
เมื่อครั้งที่เราอ่าน “ที่เกิดเหตุ” วรพจน์ พันธ์พงษ์ (ซื้อมาตั้งแต่งานหนังสือ เพิ่งจะได้มีโอกาสอ่าน) อ่านแล้วรู้สึกเศร้า หดหู่ นับถือ และอีกหลายๆความรู้สึก ปะปนกันไปในระหว่างที่อ่าน ที่แน่ๆรู้สึกว่าเข้าใจคนใต้และเจ้าหน้าที่ที่ประจำการอยู่ที่นั่น … มากขึ้น อ่านแล้วรู้สึกว่า ชีวิตเราเนี่ยมันสบายเกินไปรึเปล่านะ สิ่งที่เรากังวลต่างๆนานา เช่น รอรถเมลนานจัง รถติด ผมไม่เป๊ะ (ไร้สาระไม๊) หรือแม้แต่กลุ้มเรื่องงานก็ตาม เรารู้สึกว่าไม่ได้ครึ่งกับความเศร้า ความกังวล ของพวกเขาเหล่านั้นเลย
แล้วทฤษฎีสมคบคิด เกิดขึ้นตอนไหน
เราคิดถึงเพื่อนที่มีแฟน (หมั้นแล้วด้วย) ที่ทำหน้าที่ปกป้องความสงบสุขอยู่ที่ภาคใต้ ต้องบอกกันตรงๆว่า มันก็กลัวๆอยู่เหมือนกัน
ฟัง Club Friday ของคลื่นสีเขียว แล้วเจอคนที่มีแฟนเป็นตำรวจประจำการที่ภาคใต้ เค้าเล่าได้เศร้ามาก จนเราเองจะร้องไห้ตาม เค้าบอกว่าแฟนเค้าพยายามทำตัวให้เค้าเลิกรัก เพื่อที่เค้าจะได้ไปรักคนอื่นที่ชีวิตไม่ได้แขวนอยู่บนเส้นด้าย ที่ไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ ทุกครั้งที่ลงไปประจำการแฟนเค้าจะทำไดอารี่ซึ่งเหมือนเป็นพินัยกรรมกลายๆ บอกถึงหากแฟนเค้าเสียชีวิตต้องจัดงานศพยังไง และอะไรอีกหลายๆอย่าง ฟังแล้วเศร้าเหลือเกินสำหรับคนที่เป็นแฟน
เช้าวันถัดมา เพื่อนโทรมาบอกว่าแฟนพี่ที่รู้จักถูกระเบิด เสียชีวิตจากการลาดตระเวณเมื่อเช้าวันก่อน …. เราไม่รู้จักชื่อจริงเค้า เราเลยไม่ได้เอะใจ ฟังแล้วอึ้ง
แต่ก่อนคิดว่าทุกอย่างเป็นเรื่องไกลตัวเหลือเกิน แต่ตอนนี้รู้สึกว่า อะไรๆมันก็เกิดขึ้นได้ มันเศร้าจริง …. My Blues Day!!!
