NU TRIP

August 17, 2007 at 5:23 am (Profession, TCDC, Travel)

กำลังดูแหวนดอกไม้ ที่สนามบินพิษณุโลก แต่คงดูไม่จบหรอก เพราะว่าเดี๋ยวก็ขึ้นเครื่องแล้วน่ะสิ
เมื่อกี้แอบเข้าไป lounge ของการบินไทยกับอาจารย์ ก็ดีนะ ของกินเยอะดี ถูกใจๆ

วันนี้เป็นวันที่ยาวนานมากกก
เริ่มตั้งแต่นอนไม่หลับซักเท่าไหร่ เพราะว่ากลัวไม่ตื่น แต่สุดท้ายกลับตื่นก่อนนาฬิกาปลุกตั้ง 3 นาทีอีกแน่ะ (ตื่นตอนตี 4.30) อาการเหมือนไม่ได้นอน รีบลากตัวเองไปถึงดอนเมืองตอนตี 5 ครึ่ง ไม่อยากจะเชื่อว่าคุณเลอชาติมาถึงก่อนแล้วน่ะสิ online check in ไปล่วงหน้าระหว่างที่รออาจารย์ ผิดคาดแฮะ ทั้งที่เราคาดไว้ว่าคนจะไม่พลุกพล่านขนาดนี้ ก็แหมมม…มันเช้ามากเลยนะ

ถึงพิษณุโลกตอน 7 โมงกว่า คุณเกตุมารอรับเรียบร้อยแล้ว เกรงใจอยู่เหมือนกันที่ต้องตื่นแต่เช้ามารับพวกเราขนาดนี้ ไปกินต้มเลือดหมู (ที่ไม่รู้ว่าเค้าใส่ผักอะไรให้เรากิน – บอลบอกว่าเหมือนไบก้อน มันเคยกินตอนไหนฟระ) แล้วก็เข้ามอ … ประทบใจนะ อาคารเรียนต่างๆ รถไฟฟ้า และอื่นๆ อิอิอิ

เนื่องจากว่ามันเช้ามาก เราเลยไปฆ่าเวลาด้วยการไปกินกาแฟของคณะเกษตรฯ (Aggie Coffee) เสร็จแล้วก็เริ่มประชุมกัน เราเองไม่คิดว่าอาจารย์จะเข้าร่วมมากขนาดนี้ เราเตรียม folder ของ TCDC ไปแค่ 5 อันเอง แต่ว่าอาจารย์และตัวแทนจากสำนักหอสมุดมากันทั้งหมด 8 คนด้วยกัน แล้วทุกคนให้ความสนใจ ถามคำถามกันค่อนข้างเยอะ

จากนั้นก็ไปดูสถานที่ ห้องอ่านหนังสือชั้น 3 เพราะที่คณะไม่มีห้องสมุด แต่ว่าเราเห็นสภาพแล้ว …. ประทับใจนะ เพราะเห็นความตั้งใจของอาจารย์ (ไฟแรง) ในการจัดการห้องอ่านหนังสือนี้ ตัวหนังสือเอง วารสาร เครื่องคอมฯ เครื่องสแกน น้องเจ้าหน้าที่ก็น่ารักดี ดูตั้งใจ (อาจารย์บอกมา)
ไปดูห้องสำหรับจัดนิทรรศการ เพราะเราจะมี Touring Exhibition มาวางด้วยเหมือนกัน แล้วไปต่อกันที่ห้อง slope ชั้น 7 ความจุประมาณ 120 ที่นั่ง ซึ่งเหมาะมากกับการจัดสัมมนา

จากนั้นไปสำนักหอสมุดกลาง เพื่อไปดูสถานที่ (ดูทั้งสองที่เพื่อ Weigh ว่าที่ไหนเหมาะสม แต่เนื่องจากว่าตึกห้องสมุดเพิ่งสร้างเสร็จ แล้วก็เพิ่งย้ายมาใหม่ได้ไม่ถึง 1 เดือนดีนัก ทำให้บางส่วนยังไม่แล้วเสร็จดี ดีใจกับนิสิตที่ได้ตึกใหม่ ใช้เวลาดูนานเหมือนกัน จนเที่ยงก็เลยไปกินก๋วยเตี๋ยวชามละ 10 บาท ก็อร่อยนะ กินไป 4 ชามเอ๊งงงง

ตอนบ่ายก็แว๊บไปพิพิธภัณฑ์ผ้า ของมหาวิทยาลัย น่าสนใจเหมือนกันนะ ถึงแม้เราเองไม่มีความรู้พื้นฐานทางด้านนี้เลยก็ตาม นั่งย่อยซักพักก็อาจารย์ก็พาเราไปพิพิธภัณฑ์บ้านจ่าทวี จะบอกว่าเราเองไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยนะ มาพิษณุโลกก็หลายครั้ง แต่ไม่มีโอกาสมาที่นี่เลย

ประทับใจความเป็นจ่าทวี ที่ “เก็บ” สิ่งต่างๆไว้ให้คนรุ่นหลังได้ดู ได้สัมผัส ของทุกอย่างถือว่าเป็นคุณค่าทางประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น เห็นแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า คนเราถ้าคิดจะทำอะไรซักอย่าง ไม่ยากมากมาย แค่เริ่มจากการเก็บสิ่งที่เราชอบนี่แหละ เป็นการดีที่สุด ใครจะรู้ว่าต่อไปในอนาคตของเหล่านั้นอาจจะกลายเป็นสิ่งที่มีค่าทางประวัติศาสตร์ก็ได้ แต่ถึงแม้ว่ามันจะไม่มีคุณค่าในสายตาคนอื่น แต่อย่างน้อยก็กับเรานี่แหละ

ย้อนคิดไปเมื่อตอนเรียน เราเองก็เป็นคนนึงที่ชอบเก็บสะสมของ มาว่ากันตั้งแต่รูปดาราขนาด 4P รูปละ 3 บาท เงินซื้อข้าวไม่มีไม่เป็นไร แต่รูปดารา เต็มไปหมด หนังสือและการ์ดดราก้อนบอล หนังสือและของที่ระลึกแมนยู แก้ว 7-11 โอยยย.. เยอะเหมือนกันนะ แต่ว่าการจัดการไม่ค่อยดี ทิ้งๆขว้างๆ ก็เลยหายไปเยอะเหมือนกันนะ

แต่ที่แน่ๆ เราเก็บความทรงจำไว้ในรูปของไดอารี่มาตลอด ตั้งแต่เรียนมอปลายเลยล่ะ สัญญากับเพื่อนอีก 2 คนว่า จะเวียนกันซื้อไดอารี่ในทุกๆปีใหม่ รู้สึกว่าเราจะเป็นคนเดียวที่ยัง keep writing น่ะ … บางทีกลับบ้านแล้วไปเปิดอ่าน ก็สนุกดี บรรยากาศเก่าๆมันอบอวลไปหมด อ้อ.. เราจดเพจด้วยนะ ทุกข้อความที่ส่งมาตั้งแต่เริ่มมีจนเลิกใช้ บ้าไหมล่ะ??

นอกเรื่องอีกแล้วเรา
จากนั้นก็ไปไหว้พระพุทธชินราช เพื่อความเป็นสิริมงคล เราเลยถือโอกาสเสี่ยงเซียมซีซะเลย ได้เบอร์ 13 ท่านบอกว่า ทุกอย่างต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไป อย่ารีบๆๆๆ (แต่ตอนนี้ร้อนใจจังเลยย)

กินข้าวริมแม่น้ำ …. อิ่มมากก แต่บรรยากาศดี ดูเค้าโยนผักบุ้งลอยฟ้า

แล้วก็มาขึ้นเครื่องงง โอยยยย…. กว่าจะ 4 ทุ่ม!!!!

Permalink Leave a Comment

ดอกไม้มันบานเมื่อไหร่

August 16, 2007 at 4:27 am (เรื่อยเปื่อย)

ดอกไม้มันบานเมื่อไหร่?

มันเศร้านะ เพราะว่าไม่ได้ดูตอนจบเนี่ย ต้องไปปฏิบัติภาระกิจอันปฏิเสธมิได้อ่ะ

เราชอบเรื่องนี้มากก ชอบเข็มอ่ะ เล่นเป็นธรรมชาติมากก อ้อ … แน่นอนอ่ะพี่ก้อง ด้วยอ่ะ

อีกอย่างที่ชอบคือ เพลงประกอบละคร ทั้งผู้ชายและผู้หญิงร้องเลยอ่ะ มันตรงจริงๆให้ตายสิ ดอกไม้มันบานเมื่อไหร่ ฉันไม่เคยจะรู้ อืมม … ก็เหมือนความรักมันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ไม่เห็นจะรู้ มารู้อีกทีก็ชอบก็รักไปซะแล้ว .. ซะงั้น

แค่นี้แหละ

Permalink 2 Comments

บัน!!

August 16, 2007 at 4:24 am (Profession, เรื่อยเปื่อย)

ช่วงนี้เป็นช่วงที่เรารู้สึกว่าเหนื่อยจังเลยอ่ะ จริงๆนะ

แต่ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณน้องที่มาบริจาคหนังสือให้กับน้องตาดำๆได้มีโอกาสอ่านหนังสือที่ดีและมีประโยชน์ ได้ข่าวแว่วว่าอีกประมาณ 2 เดือนอาคารต่างๆก็คงเสร็จ ช่วงนี้ก็พยายามหาทุนรอน รวมทั้งบริจาคหนังสือด้วย สู้ๆ เพื่อนเอ๋ย

เมื่อวานวันก่อน แต่ว่าเข้าไป office ดูเหมือนขยัน แต่ว่าก็แค่ไปอยู่เป็นเพื่อน ดูเค้า set up ตัว exhibition ที่เราตั้งใจว่าจะหมุนเวียนไปตาม site ต่างๆน่ะ รวมถึงดู Pride and prejudice ด้วย คาดว่าคงรอบที่ 8 แล้วม๊างง ชอบจริงๆให้ตาย

เมื่อวันเสาร์ เราสั่งหนังสือเรื่อง A day in the life: career options in Library and Information Science ที่โตมรเขียนไว้ใน blog ว่า วันๆบรรณารักษ์ทำอะไรน่ะสิ มันช่างโดนเหลือเกิน หัวหน้าเราเลยฝากเราสั่งจาก amazon คิดว่าอีกไม่เกินวีคหน้า น่าจะได้อ่าน มันเป็นการดีที่จะให้คนภายนอกรู้ว่า วันๆหนึ่งเราทำอะไรบ้าง (นอกจากไปข้าวสาร –ล้อเล่น) เพราะคนส่วนใหญ่มองไม่ออกว่า profession นี้มีอะไรนักหนา เราเคยถูก user ถามว่า ถามเหอะเรียนตั้ง 4 ปี เนี่ยเรียนอะไรบ้าง เราเองจับน้ำเสียงเค้าได้นะว่าเค้าแอบรู้สึกว่ามันดูเหมือนจะไม่มีอะไรเลย แต่เค้าเองก็สารภาพว่า เค้าไม่รู้จริงๆนะ เราก็อธิบายไปแถมตบท้ายด้วย … เค้ามีเรียนกันจนถึงป.เอกเลยนะ มันเป็นส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า มันมีมากกว่าที่คุณคิดนะ

อาจจะเพราะว่า วงการบรรณารักษ์ หรือ ห้องสมุดในประเทศไทย ไม่เป็นที่นิยม คำว่านิยม ในที่นี้คือ ไม่ได้มาอยู่ในชีวิตประจำวัน ในที่นี้คือ ห้องสมุดประชาชนนะ เพราะถ้ามองห้องสมุดมหาวิทยาลัยนั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง เพราะส่วนใหญ่คนที่เข้านั่นน่ะถูกไฟท์บังคับทั้งนั้น แต่ที่เราหมายถึงคือ พ่อแม่พาลูกไปห้องสมุด ฝึกการอ่านหนังสือ ฝึกการแบ่งปันกับคนอื่น ฝึกรักษาของ เพราะตัง share กับคนอื่น หรือ เป็นที่ๆพบปะกัน หาหนังสือที่น่าสนใจอ่าน เป็นต้น มันดูยากและดูไกล แต่เราเองก็ยังฝันอยู่ดีแหละ ว่าอยากในอนาคต ซักวัน มันจะต้องเป็นจริง

อีกอย่างที่ยังติดอยู่ในหัวใจของทุกคน ไม่ว่าจะชาติไหน ภาษาใดก็ตาม คือ ภาพลักษณ์ของบรรณารักษ์ ต่อบุคคลทั่วไป …. คร่ำครึบ้างล่ะ เจ้าระเบียบบ้างล่ะ แม่มดบ้างล่ะ ต่างๆนานา เราเองตอนที่เรียนอยู่ม.ปลายเรายังเคยเรียกบรรณารักษ์ว่าผีเสื้อสมุทรเลยอ่ะ เค้าก็ดุตามเรื่องอ่ะนะ แต่ว่าเราเองนี่แหละที่ดื้อ เพราะห้องสมุดคือที่โดดเรียนของเรา อิอิ
จะบอกว่าตอนนี้โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว บรรณารักษ์ ยินดีต้อนรับเทคโนโลยีใหม่ๆ การจัดการใหม่ๆ ทั้งนี้ก็เพื่อความสะดวกสบายในการอ่าน การค้นหาข้อมูลของสมาชิกน่านแหละ

เราเสียสละนะเนี่ย นึกถึงแต่ผู้ใช้ตลอดดดดดด ไม่ว่าจะคิดบริการใหม่ๆอะไรขึ้นมาก็ตาม อิอิ

มาว่ากันเรื่องหนังสือดีกว่า ถึงแม้ว่าจะเป็นบรรณารักษ์ชาวอเมริกัน มาเขียนหรือบ่นไว้ก็เหอะ แต่เชื่อว่ามันคงไม่ต่างกันหรอกน่า ว่ามะ … แต่ที่น่าสนใจ ที่โตมร พูดไว้คือ อยากให้ผู้บริหารอ่าน เค้าจะได้รู้ว่าวันๆนึง บรรณารักษ์ทำอะไรบ้างอ่ะ เราขอยกมือเห็นด้วย ด้วยประการทั้งปวงนะ เพราะบางทีมันต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่างเพื่อให้ระดับ management มาเข้าใจระดับ operation มากขึ้นอ่ะ
ไว้หนังสือมา เราก็คงจะขอยืมเจ้านายอ่าน (ไม่มีเงินซื้อหรอก … แพงไปอ่ะ)

.
.
จนได้นะเรา มือไวจนได้ สั่งหนังสือเสร็จก็หาเรื่องจนได้
ตอนแรกกะว่าจะสั่งของขวัญให้ลูกสาว เพราะว่าต้นเดือนหน้าก็จะวันเกิด ครบ 3 ขวบแล้วอ่ะ (อยากจะไป happy birthday) ด้วยตัวเองอ่ะ อยากไปใจจะขาดดดด ทีเดียว
ดูไปดูมา … อืมม hold ไว้ก่อนดีกว่า ซื้อ Laguna Beach Season 2 ดีกว่าก็เลยสั่งซื้อ ซะอย่างงั้น เออออ คนเราเนี่ยนะ!! บางทีก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันนะว่าทำไมถึงชอบ Laguna Beach ได้ขนาดนี้ เหมือนกับทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา ยังไงยังงั้นเลยนะ (ยกเว้น season 3) อ่ะ
อันนี้ก็รอไม่ไหวเหมือนกัน อยากดูเร็ว

จบละ พอแค่นี้ก่อน แล้ววันหลังจะมาบ่นใหม่รวบถึง trip ที่ไปนครวัดด้วย ยังเขียนไม่เสร็จเล้ยยยย

Permalink 1 Comment