Let it FLOW

October 25, 2008 at 4:42 am (Uncategorized) (, )

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา …


ไป FLOW กันมา … อีกรอบ (วางแผนกันนานมากก) เราไปคนแรกเลยทีเดียว ไม่ได้ตื่นเต้นหรอกนะ ไม่เลยยยย

น้องแกก็ทำหน้าแนวๆ แบกเครื่องดนตรีเข้ามาตอนเกือบ 2 ทุ่ม โอย….เล่นเอาป้าใจเต้นเลยทีเดียว หลังจากนั้นก็หุบยิ้มไม่ได้ เอ่อ .. มันไม่ได้อยากจะย้ิมหรอกนะ แต่หน้ามันบานเอง (คิดภาพออกใช่ไม๊ ฮึ)

ร้อง Wonderful Tonight แล้วก็ If I ain’t got you ด้วยนะ ป้าปลื้ม .. ยังไม่พอนะ ครั้งที่แล้วเราขอเพลงของ James Morrison ไว้ แต่น้องเค้าร้องไม่ได้ แต่คราวนี้ … อิอิ ทำการบ้านมาดี ร้อง You give me something  ด้วยนะ กรี๊ดๆๆๆๆๆๆ

คืนนั้นเราเลยรู้ว่าชื่อวงคือ REmember ….. เช้ามา รีบใช้ความเป็นบรรณารักษ์ให้เป็นประโยชน์ google ก็เลยได้ Hi5 ของวงแล้วก็ ….. อิอิ น้องขลุ่ย จะบอกว่าว่างเมื่อไหร่ก็ต้องแว๊บเข้าไปดู ขอให้เพื่อนโหลดเพลง เธอเท่านั้น ด้วย ยังไม่พอส่งรูปและลิ้งค์เพลงให้เพื่อนได้ฟังว่าร้องเพราะแค่ไหน

ไม่บ้าเท่าไหร่หรอก เน้อออ…

เมื่อวาน (วันศุกร์) ต้องไปดูข้างหลังภาพ The Musical … จองตั๋วไว้แล้วหนิ แต่จะบอกว่าทุกคนถาม (แกมประชด) ว่าไม่ไป  Groove เหรอ …. ถ้าไม่ติดไปดูละครล่ะก็ ตรูไปแน่ อิอิอิ แล้วก็มีคนหวังดีจั๊ง… ไป Groove จริิงๆด้วยนะ ส่งมาสสาจมานวด บอกว่าจะไป ซักพักส่งมาอีกรอบว่า ปิด!!! เพราะมีประเวทปาร์ตี้ (Private Party) – เศร้าไป
ก็เลยเปลี่ยนไป Y50 ว่างั้น … เราก็นะ ไปก็ไป ปฏิเสธใครเป็นที่ไหน
ก็สนุกดี (ไม่ได้ไปนานไง) เปิดเพลงเก่าๆให้ได้คิดถึง oh Yeah ซะอย่างงั้น ..อย่างงงง Just let me cry งี้ อดใจไม่ไหวก็ลุกขึ้นยักยักซักเล็กน้อยพอไม่ให้เสียเที่ยว อิอิ


วันนี้คงนั่งหลับทำงานว่ะ ((เอาแรงไว้ไปดูนูโวตอนเย็น .. ว่่่่างั้น))
ปล. หลังๆไปเขียน multiply
http://tomtya.multiply.com

Permalink Leave a Comment

miniTCDC @ BUU

October 23, 2007 at 4:19 am (TCDC)

ตอนนี้กำลังนั่งรอให้การติดตั้งนิทรรศการหมุนเวียน ชื่อ วัสดุไทยใส่ใจการออกแบบ (Get the Best out of Materials) ซึ่งเป็นนิทรรศการขนาดเล็กที่หมุนเวียนไปตามมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการ miniTCDC

ทีมของเรา (บอล พี่เอ๋ คิน น้องเอ แล้วก็เรา) ออกเดินทางกันตั้งแต่เช้า  7 โมงกว่าๆเชียวนะ พวกเรามาที่ ม.บูรพา เพื่อทำการหมุนเวียนหนังสือทุกภาคการศึกษาภายใต้โครงการ miniTCDC หนังสือที่นำมาเปลี่ยนมีจำนวนทั้งสิ้น 200 เล่มซึ่งจะสอดคล้องกับวิชาเรียนของคณะศิลปกรรมศาสตร์รวมถึงหนังสือที่ตอบสนองความต้องการของชุมชนด้วยเช่นกัน

ไปถึงม.บูรพาประมาณ 9 โมงเช้า (หลงทางอีกตะหาก) ทางม.บูรพา ได้ตรวจเช็คหนังสือเรียบร้อยแล้ว ทางเราตรวจอีกรอบ แล้วก็แพ็คลงกล่อง (ที่เก็บไว้อย่างดี) ส่วนอีกทีมก็ติดตัว materials ที่คราวนี้นำมาถึง 12 ตัว ด้วยกันซึ่งเป็นทั้งวัสดุของไทยและของต่างประเทศ (ก่อนหน้านี้จัดแสดงเพียง 4 ตัว) ต้องขอบคุณ MCNY ที่อนุเคราะห์และเปิดกว้างให้กับทาง miniTCDC แต่ยังไม่ได้เรียงหนังสือขึ้นชั้นเพราะทางเจ้าหน้าที่นำไปติดแถบแม่เหล็ก

ส่วนทีมติดตั้งจาก Elite ก็ดำเนินการติดตั้งควบคู่กันไป โชคดีที่สถานที่มันค่อนข้าง open แล้วอีกอย่างคือ sticker ชื่อนิทรรศการที่นำมาติดเพิ่มนั้นทำให้ตัว exhibition ดูเด่นขึ้นมามากทีเดียว (ตอนนี้ก็นั่งรอให้งานเสร็จ จะได้ตรวจรับงาน)

ตอนเที่ยงก็เปรมกันทีเดียว ก็แหม มาทะเลทั้งทีจะได้กินกะเพราไก่ไข่ดาว ก็จะกระไรอยู่นะ เราก็เลยได้กินกันที่ร้านเจ้อ่วย (ที่ทางม.บูรพาเคยพาทีมติดตั้งครั้งแรกไปกิน) แหมๆๆๆๆ กุ้งแช่น้ำปลามันได้ใจนังเคทเหลือเกิน มันสดจริงๆ น้ำจิ้มก็โอ ยำหอยนางรมก็แบบว่าสุดๆอ่ะ เพิ่มคลอเรสเตอรัลกันเข้าไป …

ตอนบ่ายก็เอาหนังสือขึ้นชั้น … ชิวๆๆ แต่ที่ทุกคนต้องติดตามแบบที่เรียกว่าไม่วางตา ก็คือ ติดตามข่าวสารของ TCDC เพราะวันนี้ Post Today ก็ลงหน้าหนึ่ง แล้วยังมีการแถลงข่าวโดยคุณอภินันท์อีกด้วย … ถึงตัวไกลแต่ว่าใจเนี่ยตามอย่างไม่ลดละ

สุดท้ายก็ยังไม่เคลียร์อยู่ดีน่านแหละ ก็รอกันไปว่านโยบายจะออกมายังไง

Permalink Leave a Comment

Color

October 12, 2007 at 11:40 am (เรื่อยเปื่อย)

เพื่อนส่งกลอนนี้มาให้ อ่านแล้วรู้สึกแอบซึ้งยังไงบอกไม่ถูก อารามเข้าใจความรู้สึกแบบสุดๆ อะไรทำนองนั้น

พูดถึงการเหยียดผิวตอนนี้ก็ไม่ค่อยเห็นมากนักแล้วนะ แต่ก็อย่างว่า .. มันคงยังไม่หายไปซะทีเดียวอ่ะ

ก็มานั่งนึกถึง hostmom ของตัวเอง สมัยอยู่นู่น เค้าเล่าให้ฟังว่าพ่อเลี้ยงเค้าแบบสมัยโบราณ (คิดเอง) เค้าเกิดและโตที่รัฐอิลลินอยส์ แล้วเห็นคนผิวดำครั้งแรกในชีวิตเมื่อตอนอยู่ไฮสคูลแล้วอ่ะ คิดดูสิว่าพ่อเค้าจำกัดสังคมเพื่อนมากแค่ไหน แต่เค้าก็โตมาเป็นคน open minded มาเลยนะ อาจจะเป็นเพราะว่าหน้าที่การงานทำให้เค้าได้เดินทางเยอะ ได้เห็นอะไรเยอะมาก (พ่อเค้าไม่เคยเดินเทางออกนอกเมกาเลย) แต่เค้าบอกตอนนี้ก็ดีขึ้นแล้ว เพราะตอนแรกที่เค้าคิดจะรับเราไปอยู่ด้วยเนี่ย ก็เกร็งๆเหมือนกันว่าจะออกหัวรึก้อย แต่ว่า…อิอิ เราทำไว้ดี เค้าก็น่ารัก ดีกะเราไม่มีทิฐิหรืออะไรทั้งนั้นอ่ะ

This poem was nominated by UN as the best poem of 2006, Written by an African Kid

When I born, I black
When I grow up, I black
When I go in Sun, I black
When I scared, I black
When I sick, I black
And when I die, I still black

And you white fellow
When you born, you pink
When you grow up, you white
When you go in sun, you red
When you cold, you blue
When you scared, you yellow
When you sick, you green
And when you die, you grey

And you calling me colored??

…. น่านสิ จะมาเรียกฉันว่าผิวสีได้ไง ….

Permalink Leave a Comment

อัฉริยะ … สร้างได้

October 11, 2007 at 12:08 pm (Uncategorized)

กำลังคิดอยู่ว่า เราบ้าไปรึเปล่าที่พิมพ์ไดอารี่ที่ PC ไม่ค่อยออกรสออกชาติ แต่ถ้าพิมพ์กับ laptop เมื่อไหร่ เป็นลื่นไหล อยากเขียนไดอารี่อยู่ตลอดเวลา
ท่าจะบ้าแน่ๆๆ (ตอนนี้ก็พิมพ์กับ laptop เพราะยืมเครื่องที่ทำงานมาแปลงานให้เพื่อน)
ช่วงที่แอบอู้ ก็จะพิมพ์ไดอารี่ซะงั้น เหอๆๆ

วันนี้ขอว่าเรื่อง อัจฉริยสร้างได้ กันซะหน่อย

เพิ่งอ่านจบไป ตอนหนังสือออกแรกๆไม่ได้ใส่ใจ แต่พอได้ forwarded mail เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็เลยอยากรู้ว่าเนื้อหาข้างในเป็นยังไง ซื้อมาก็อ่านเลย (เป็นครั้งแรก เพราะปกติจะดองเค็มไว้ก่อน) ก็อ่านจบวันนั้น แบบรวดเดียวจบเลยล่ะ
หนังสืออ่านสบายมาก เนื้อหาออกจะสนุกด้วยซ้ำ มีความเป็นหนูดีอยู่สูงในแทบทุกบรรทัดเลยทีเดียว อธิบายได้ง่าย และทำให้เรารู้สึกว่า เฮ่ยยยย มันไม่น่าจะยากนะกับการที่จะเป็นอัฉริยภาพ!!!!! ….. ช่างกล้าพูด อิอิ

อ่านไปแล้วรู้สึกว่า เราไม่จำเป็นต้องเป็นแบบเก๊งเก่งหรอกนะ แค่จัดการชีวิต พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ แค่นี้ก็เป็นอัจฉริยะได้แล้ว (สำหรับตัวเราเอง)

บอกตามตรงว่าอ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้วมีแรงฮึดในการที่จะหาอะไรๆทำ ซึ่ง บอกตามตรงกว่า ไอ้ อะไรๆ ที่เราว่าเนี่ย เราก็ยังไม่แน่ใจหรอก เพียงแต่ว่าอย่างน้อยเราเองก็เริ่มรู้สึกมีแรงฮึดมากขึ้น

ก็ต้องมาคอยดูกันว่ามันจะไปได้ซักกี่น้ำ ((เพราะแต่นี้เราก็แทบจะเอาตัวไม่รอบแล้วอ่ะ))

Permalink Leave a Comment

Do you believe in conspiracy theory?

October 10, 2007 at 2:32 am (เรื่อยเปื่อย)

Do you believe in conspiracy theory?
อ่านสำเนียงเดียวกับ do you believe in destiny? เลยนะ

จำได้ว่าดูหนังเรื่องนี้ (เล่นโดย Male Gibson และ Julia Roberts) เมื่อนานมาแล้ว บอกตามตรงว่าตอนนั้นไม่ค่อยอินเท่าไหร่ เนื่องจากไม่เข้าใจคำว่า ทฤษฎีสมคบคิด ไม่เข้าใจว่าหนังสือต้องการสื่ออะไร และทำไมเฮียเมลถึงต้องเจออุปสรรคที่โหดร้ายขนาดนั้น (แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วล่ะ)

หลายๆอย่างในชีวิต มันเป็นทฤษฎีสมคบคิด ได้ทั้งที่รู้ตัว ไม่รู้ตัว ตั้งใจ และไม่ตั้งใจ
หลังๆรู้สึกว่า เราจะเอาความไม่รู้ตัวมาตั้งใจ (โยง)ให้มันเป็น ทฤษฎีสมคบคิด น่ะสิ แต่ว่ามันก็มีเหตุผลในตัวของมันเองนะ

เราว่าอีกอย่างที่ทำให้เกิดทฤษฎีสมคบคิดก็คือ เมื่อเราสนใจอย่างใดอย่างหนึ่งมากๆ เราจะโยงเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องเพียงเล็กน้อยมาเป็นเรื่องใหญ่ (ที่เรากำลังสนใจ) ได้ทุกเมื่อ

อย่างเช่น
เมื่อครั้งที่เราอ่าน “ที่เกิดเหตุ” วรพจน์ พันธ์พงษ์ (ซื้อมาตั้งแต่งานหนังสือ เพิ่งจะได้มีโอกาสอ่าน) อ่านแล้วรู้สึกเศร้า หดหู่ นับถือ และอีกหลายๆความรู้สึก ปะปนกันไปในระหว่างที่อ่าน ที่แน่ๆรู้สึกว่าเข้าใจคนใต้และเจ้าหน้าที่ที่ประจำการอยู่ที่นั่น … มากขึ้น อ่านแล้วรู้สึกว่า ชีวิตเราเนี่ยมันสบายเกินไปรึเปล่านะ สิ่งที่เรากังวลต่างๆนานา เช่น รอรถเมลนานจัง รถติด ผมไม่เป๊ะ (ไร้สาระไม๊) หรือแม้แต่กลุ้มเรื่องงานก็ตาม เรารู้สึกว่าไม่ได้ครึ่งกับความเศร้า ความกังวล ของพวกเขาเหล่านั้นเลย

แล้วทฤษฎีสมคบคิด เกิดขึ้นตอนไหน

เราคิดถึงเพื่อนที่มีแฟน (หมั้นแล้วด้วย) ที่ทำหน้าที่ปกป้องความสงบสุขอยู่ที่ภาคใต้ ต้องบอกกันตรงๆว่า มันก็กลัวๆอยู่เหมือนกัน

ฟัง Club Friday ของคลื่นสีเขียว แล้วเจอคนที่มีแฟนเป็นตำรวจประจำการที่ภาคใต้ เค้าเล่าได้เศร้ามาก จนเราเองจะร้องไห้ตาม เค้าบอกว่าแฟนเค้าพยายามทำตัวให้เค้าเลิกรัก เพื่อที่เค้าจะได้ไปรักคนอื่นที่ชีวิตไม่ได้แขวนอยู่บนเส้นด้าย ที่ไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ ทุกครั้งที่ลงไปประจำการแฟนเค้าจะทำไดอารี่ซึ่งเหมือนเป็นพินัยกรรมกลายๆ บอกถึงหากแฟนเค้าเสียชีวิตต้องจัดงานศพยังไง และอะไรอีกหลายๆอย่าง ฟังแล้วเศร้าเหลือเกินสำหรับคนที่เป็นแฟน

เช้าวันถัดมา เพื่อนโทรมาบอกว่าแฟนพี่ที่รู้จักถูกระเบิด เสียชีวิตจากการลาดตระเวณเมื่อเช้าวันก่อน …. เราไม่รู้จักชื่อจริงเค้า เราเลยไม่ได้เอะใจ ฟังแล้วอึ้ง
แต่ก่อนคิดว่าทุกอย่างเป็นเรื่องไกลตัวเหลือเกิน แต่ตอนนี้รู้สึกว่า อะไรๆมันก็เกิดขึ้นได้ มันเศร้าจริง …. My Blues Day!!!

Permalink Leave a Comment

6/4 อุดรพิทย์

September 9, 2007 at 6:17 am (Uncategorized)

วันนี้มีเรื่องให้ตื่นเต้นแกมเครียดเล็กน้อย หลังจากเหนื่อยทรหดกับการตื่นเช้ามากๆไปม.อุบลฯ ตั้งกะตี 4 กันเลยทีเดียว อิอิ ไปคราวนี้โชคดีเจอพี่โหน่ง รุ่นพี่มอขอ ของเราเอง ตอนเรียนเนี่ยนะไม่เคยได้คุยกันหรอก เพราะเรายังเด็กนัก ไม่รู้อะไรเลยย เล่นไปวันๆ แต่เสียดายไม่เจอไอ้เคน กับพี่หงส์น่ะ พักกินข้าวซะงั้นอ่ะ
ไม่เป็นไร คราวหน้าค่อยว่ากัน 

กลับถึงกทม. ด้วยความเหนื่อยอย่างแรง อยากจะงีบซักนิดหน่อย แต่ก็แอบเคลียร์งานเล็กน้อย แล้วโทรศัพท์นังหงุ่นก็มา …. คุยกันสรุปว่า ไอ้โจจะแต่งงานเดือนตุลาคมนี้แหละ แล้วมันก็คุยกับองุ่นว่าให้หารายชื่อเพื่อนสมัยอุดรพิทย์มาหน่อยดิ เพราะไม่ใช่แค่มันจะได้ประโยชน์คนเดียวหรอกนะแต่เราๆนี่แหละ (เผื่อถึงงานตัวเองไง ฮ่าๆๆๆ เมื่อไหร่ไม่รู้) ก็เลยนั่งไล่รายชื่อเพื่อนๆ

ขอบอกว่าแค่ชื่อเล่นก็ยังเล่นเอาแทบแย่ คิดกันแทบตาย ส่วนชื่อจริงนั้นไม่ต้องพูดถึงอ่ะ ได้ซัก 5 ชื่อก็เก่งแล้วอ่ะ เครียดกันไปเลยยย ไม่คิดว่าจะจำกันไม่ได้ขนาดนี้น่ะสิ มานั่งนึกๆดู นี่มันก็ร่วม 10 ปีแล้วนะที่จบมาเนี่ย ไม่ค่อยได้กลับไปเยี่ยมโรงเรียนเลยอ่ะ กลับบ้านทีไรก็แค่แว๊บ ขับรถเข้าไป ไม่ได้มีโอกาสเข้าไปไหว้อาจารย์เลยอ่ะ

คิดว่าถ้าจะให้ได้ชื่อเพื่อนมาโดยไม่ต้องคิดมาก ก็เห็นจะเป็นไปขอรายชื่อที่โรงเรียนอ่ะ มันอาจจะไม่สนุกได้มาแบบนี้ แต่ว่ารับรองว่าได้รายชื่อครบ แต่อีกใจนึงก็อยากที่จะลองหาด้วยตัวเอง เพราะรู้สึกว่ามันสนุกดีว่ะ

แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้วอ่ะ

ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าเกิดว่ารวมเพื่อนได้มากพอ (ยกเว้นeไอ) มันจะสนุกแค่ไหน บางคนไม่ได้เจอกันเลยตั้งแต่เรียนจบ บางคนถึงจะไม่สนิทด้วยแต่ว่ายอมรับเลยว่าอยากเจออ่ะ อยากเจอทุกๆคน

รายชื่อข้างล่างก็คือเพื่อนๆที่เราพอจะคิดออกอ่ะ (เศร้านะเนี่ยที่จำได้ไม่หมดอ่ะ)
พี่ต้น  พงษ์พินิจ  ศิริสวัสดิ์
เด่น
ตู่
น็อต  พันธนา  พาโส
เชษ  เชษฐพล
เจษ  เจษฎา
ติ๊ก
บุ๋ม  กัลยา   พรหมพิทักษ์
จู
เก๋
ต้อม
อ้อม
ด๋อย  ภารดี
นัท  ปนัดดา
ทีม  วุฒินันท์
เต๋า  วีรชาติ   หงษาคำ
แอ๊บ  บุญนาถ
อนันต์  อนันต์
จำลอง  จำลอง
โซม  วุฒิพงษ์  แสงประกอบ
นัดดา
ประภาศรี
อุ๋ย
อูน  วีนา   แก่นงาม
โอ  อภิรักษ์
ดาว  พรทิพา  โยธาวงศ์
นิดหน่อย รัชนีวรรณ แก้วโพนเพ็ก
อ้อ
หมี  ศักดิ์สิทธิ์  พรหมพฤษฒา
แอน  ศรันยา  วอขวา
ดี้
ป๋อง
Eเปิ้ล
ป๊อปปี้
ฟี่  แคทรียา   ดอนเกิด
องุ่น  สมใจ  เทศศรีเมือง
กุ๊กไก่  สิริรัตน์  สิริภักดื

Permalink 3 Comments

NU TRIP

August 17, 2007 at 5:23 am (Profession, TCDC, Travel)

กำลังดูแหวนดอกไม้ ที่สนามบินพิษณุโลก แต่คงดูไม่จบหรอก เพราะว่าเดี๋ยวก็ขึ้นเครื่องแล้วน่ะสิ
เมื่อกี้แอบเข้าไป lounge ของการบินไทยกับอาจารย์ ก็ดีนะ ของกินเยอะดี ถูกใจๆ

วันนี้เป็นวันที่ยาวนานมากกก
เริ่มตั้งแต่นอนไม่หลับซักเท่าไหร่ เพราะว่ากลัวไม่ตื่น แต่สุดท้ายกลับตื่นก่อนนาฬิกาปลุกตั้ง 3 นาทีอีกแน่ะ (ตื่นตอนตี 4.30) อาการเหมือนไม่ได้นอน รีบลากตัวเองไปถึงดอนเมืองตอนตี 5 ครึ่ง ไม่อยากจะเชื่อว่าคุณเลอชาติมาถึงก่อนแล้วน่ะสิ online check in ไปล่วงหน้าระหว่างที่รออาจารย์ ผิดคาดแฮะ ทั้งที่เราคาดไว้ว่าคนจะไม่พลุกพล่านขนาดนี้ ก็แหมมม…มันเช้ามากเลยนะ

ถึงพิษณุโลกตอน 7 โมงกว่า คุณเกตุมารอรับเรียบร้อยแล้ว เกรงใจอยู่เหมือนกันที่ต้องตื่นแต่เช้ามารับพวกเราขนาดนี้ ไปกินต้มเลือดหมู (ที่ไม่รู้ว่าเค้าใส่ผักอะไรให้เรากิน – บอลบอกว่าเหมือนไบก้อน มันเคยกินตอนไหนฟระ) แล้วก็เข้ามอ … ประทบใจนะ อาคารเรียนต่างๆ รถไฟฟ้า และอื่นๆ อิอิอิ

เนื่องจากว่ามันเช้ามาก เราเลยไปฆ่าเวลาด้วยการไปกินกาแฟของคณะเกษตรฯ (Aggie Coffee) เสร็จแล้วก็เริ่มประชุมกัน เราเองไม่คิดว่าอาจารย์จะเข้าร่วมมากขนาดนี้ เราเตรียม folder ของ TCDC ไปแค่ 5 อันเอง แต่ว่าอาจารย์และตัวแทนจากสำนักหอสมุดมากันทั้งหมด 8 คนด้วยกัน แล้วทุกคนให้ความสนใจ ถามคำถามกันค่อนข้างเยอะ

จากนั้นก็ไปดูสถานที่ ห้องอ่านหนังสือชั้น 3 เพราะที่คณะไม่มีห้องสมุด แต่ว่าเราเห็นสภาพแล้ว …. ประทับใจนะ เพราะเห็นความตั้งใจของอาจารย์ (ไฟแรง) ในการจัดการห้องอ่านหนังสือนี้ ตัวหนังสือเอง วารสาร เครื่องคอมฯ เครื่องสแกน น้องเจ้าหน้าที่ก็น่ารักดี ดูตั้งใจ (อาจารย์บอกมา)
ไปดูห้องสำหรับจัดนิทรรศการ เพราะเราจะมี Touring Exhibition มาวางด้วยเหมือนกัน แล้วไปต่อกันที่ห้อง slope ชั้น 7 ความจุประมาณ 120 ที่นั่ง ซึ่งเหมาะมากกับการจัดสัมมนา

จากนั้นไปสำนักหอสมุดกลาง เพื่อไปดูสถานที่ (ดูทั้งสองที่เพื่อ Weigh ว่าที่ไหนเหมาะสม แต่เนื่องจากว่าตึกห้องสมุดเพิ่งสร้างเสร็จ แล้วก็เพิ่งย้ายมาใหม่ได้ไม่ถึง 1 เดือนดีนัก ทำให้บางส่วนยังไม่แล้วเสร็จดี ดีใจกับนิสิตที่ได้ตึกใหม่ ใช้เวลาดูนานเหมือนกัน จนเที่ยงก็เลยไปกินก๋วยเตี๋ยวชามละ 10 บาท ก็อร่อยนะ กินไป 4 ชามเอ๊งงงง

ตอนบ่ายก็แว๊บไปพิพิธภัณฑ์ผ้า ของมหาวิทยาลัย น่าสนใจเหมือนกันนะ ถึงแม้เราเองไม่มีความรู้พื้นฐานทางด้านนี้เลยก็ตาม นั่งย่อยซักพักก็อาจารย์ก็พาเราไปพิพิธภัณฑ์บ้านจ่าทวี จะบอกว่าเราเองไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยนะ มาพิษณุโลกก็หลายครั้ง แต่ไม่มีโอกาสมาที่นี่เลย

ประทับใจความเป็นจ่าทวี ที่ “เก็บ” สิ่งต่างๆไว้ให้คนรุ่นหลังได้ดู ได้สัมผัส ของทุกอย่างถือว่าเป็นคุณค่าทางประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น เห็นแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า คนเราถ้าคิดจะทำอะไรซักอย่าง ไม่ยากมากมาย แค่เริ่มจากการเก็บสิ่งที่เราชอบนี่แหละ เป็นการดีที่สุด ใครจะรู้ว่าต่อไปในอนาคตของเหล่านั้นอาจจะกลายเป็นสิ่งที่มีค่าทางประวัติศาสตร์ก็ได้ แต่ถึงแม้ว่ามันจะไม่มีคุณค่าในสายตาคนอื่น แต่อย่างน้อยก็กับเรานี่แหละ

ย้อนคิดไปเมื่อตอนเรียน เราเองก็เป็นคนนึงที่ชอบเก็บสะสมของ มาว่ากันตั้งแต่รูปดาราขนาด 4P รูปละ 3 บาท เงินซื้อข้าวไม่มีไม่เป็นไร แต่รูปดารา เต็มไปหมด หนังสือและการ์ดดราก้อนบอล หนังสือและของที่ระลึกแมนยู แก้ว 7-11 โอยยย.. เยอะเหมือนกันนะ แต่ว่าการจัดการไม่ค่อยดี ทิ้งๆขว้างๆ ก็เลยหายไปเยอะเหมือนกันนะ

แต่ที่แน่ๆ เราเก็บความทรงจำไว้ในรูปของไดอารี่มาตลอด ตั้งแต่เรียนมอปลายเลยล่ะ สัญญากับเพื่อนอีก 2 คนว่า จะเวียนกันซื้อไดอารี่ในทุกๆปีใหม่ รู้สึกว่าเราจะเป็นคนเดียวที่ยัง keep writing น่ะ … บางทีกลับบ้านแล้วไปเปิดอ่าน ก็สนุกดี บรรยากาศเก่าๆมันอบอวลไปหมด อ้อ.. เราจดเพจด้วยนะ ทุกข้อความที่ส่งมาตั้งแต่เริ่มมีจนเลิกใช้ บ้าไหมล่ะ??

นอกเรื่องอีกแล้วเรา
จากนั้นก็ไปไหว้พระพุทธชินราช เพื่อความเป็นสิริมงคล เราเลยถือโอกาสเสี่ยงเซียมซีซะเลย ได้เบอร์ 13 ท่านบอกว่า ทุกอย่างต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไป อย่ารีบๆๆๆ (แต่ตอนนี้ร้อนใจจังเลยย)

กินข้าวริมแม่น้ำ …. อิ่มมากก แต่บรรยากาศดี ดูเค้าโยนผักบุ้งลอยฟ้า

แล้วก็มาขึ้นเครื่องงง โอยยยย…. กว่าจะ 4 ทุ่ม!!!!

Permalink Leave a Comment

ดอกไม้มันบานเมื่อไหร่

August 16, 2007 at 4:27 am (เรื่อยเปื่อย)

ดอกไม้มันบานเมื่อไหร่?

มันเศร้านะ เพราะว่าไม่ได้ดูตอนจบเนี่ย ต้องไปปฏิบัติภาระกิจอันปฏิเสธมิได้อ่ะ

เราชอบเรื่องนี้มากก ชอบเข็มอ่ะ เล่นเป็นธรรมชาติมากก อ้อ … แน่นอนอ่ะพี่ก้อง ด้วยอ่ะ

อีกอย่างที่ชอบคือ เพลงประกอบละคร ทั้งผู้ชายและผู้หญิงร้องเลยอ่ะ มันตรงจริงๆให้ตายสิ ดอกไม้มันบานเมื่อไหร่ ฉันไม่เคยจะรู้ อืมม … ก็เหมือนความรักมันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ไม่เห็นจะรู้ มารู้อีกทีก็ชอบก็รักไปซะแล้ว .. ซะงั้น

แค่นี้แหละ

Permalink 2 Comments

บัน!!

August 16, 2007 at 4:24 am (Profession, เรื่อยเปื่อย)

ช่วงนี้เป็นช่วงที่เรารู้สึกว่าเหนื่อยจังเลยอ่ะ จริงๆนะ

แต่ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณน้องที่มาบริจาคหนังสือให้กับน้องตาดำๆได้มีโอกาสอ่านหนังสือที่ดีและมีประโยชน์ ได้ข่าวแว่วว่าอีกประมาณ 2 เดือนอาคารต่างๆก็คงเสร็จ ช่วงนี้ก็พยายามหาทุนรอน รวมทั้งบริจาคหนังสือด้วย สู้ๆ เพื่อนเอ๋ย

เมื่อวานวันก่อน แต่ว่าเข้าไป office ดูเหมือนขยัน แต่ว่าก็แค่ไปอยู่เป็นเพื่อน ดูเค้า set up ตัว exhibition ที่เราตั้งใจว่าจะหมุนเวียนไปตาม site ต่างๆน่ะ รวมถึงดู Pride and prejudice ด้วย คาดว่าคงรอบที่ 8 แล้วม๊างง ชอบจริงๆให้ตาย

เมื่อวันเสาร์ เราสั่งหนังสือเรื่อง A day in the life: career options in Library and Information Science ที่โตมรเขียนไว้ใน blog ว่า วันๆบรรณารักษ์ทำอะไรน่ะสิ มันช่างโดนเหลือเกิน หัวหน้าเราเลยฝากเราสั่งจาก amazon คิดว่าอีกไม่เกินวีคหน้า น่าจะได้อ่าน มันเป็นการดีที่จะให้คนภายนอกรู้ว่า วันๆหนึ่งเราทำอะไรบ้าง (นอกจากไปข้าวสาร –ล้อเล่น) เพราะคนส่วนใหญ่มองไม่ออกว่า profession นี้มีอะไรนักหนา เราเคยถูก user ถามว่า ถามเหอะเรียนตั้ง 4 ปี เนี่ยเรียนอะไรบ้าง เราเองจับน้ำเสียงเค้าได้นะว่าเค้าแอบรู้สึกว่ามันดูเหมือนจะไม่มีอะไรเลย แต่เค้าเองก็สารภาพว่า เค้าไม่รู้จริงๆนะ เราก็อธิบายไปแถมตบท้ายด้วย … เค้ามีเรียนกันจนถึงป.เอกเลยนะ มันเป็นส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า มันมีมากกว่าที่คุณคิดนะ

อาจจะเพราะว่า วงการบรรณารักษ์ หรือ ห้องสมุดในประเทศไทย ไม่เป็นที่นิยม คำว่านิยม ในที่นี้คือ ไม่ได้มาอยู่ในชีวิตประจำวัน ในที่นี้คือ ห้องสมุดประชาชนนะ เพราะถ้ามองห้องสมุดมหาวิทยาลัยนั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง เพราะส่วนใหญ่คนที่เข้านั่นน่ะถูกไฟท์บังคับทั้งนั้น แต่ที่เราหมายถึงคือ พ่อแม่พาลูกไปห้องสมุด ฝึกการอ่านหนังสือ ฝึกการแบ่งปันกับคนอื่น ฝึกรักษาของ เพราะตัง share กับคนอื่น หรือ เป็นที่ๆพบปะกัน หาหนังสือที่น่าสนใจอ่าน เป็นต้น มันดูยากและดูไกล แต่เราเองก็ยังฝันอยู่ดีแหละ ว่าอยากในอนาคต ซักวัน มันจะต้องเป็นจริง

อีกอย่างที่ยังติดอยู่ในหัวใจของทุกคน ไม่ว่าจะชาติไหน ภาษาใดก็ตาม คือ ภาพลักษณ์ของบรรณารักษ์ ต่อบุคคลทั่วไป …. คร่ำครึบ้างล่ะ เจ้าระเบียบบ้างล่ะ แม่มดบ้างล่ะ ต่างๆนานา เราเองตอนที่เรียนอยู่ม.ปลายเรายังเคยเรียกบรรณารักษ์ว่าผีเสื้อสมุทรเลยอ่ะ เค้าก็ดุตามเรื่องอ่ะนะ แต่ว่าเราเองนี่แหละที่ดื้อ เพราะห้องสมุดคือที่โดดเรียนของเรา อิอิ
จะบอกว่าตอนนี้โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว บรรณารักษ์ ยินดีต้อนรับเทคโนโลยีใหม่ๆ การจัดการใหม่ๆ ทั้งนี้ก็เพื่อความสะดวกสบายในการอ่าน การค้นหาข้อมูลของสมาชิกน่านแหละ

เราเสียสละนะเนี่ย นึกถึงแต่ผู้ใช้ตลอดดดดดด ไม่ว่าจะคิดบริการใหม่ๆอะไรขึ้นมาก็ตาม อิอิ

มาว่ากันเรื่องหนังสือดีกว่า ถึงแม้ว่าจะเป็นบรรณารักษ์ชาวอเมริกัน มาเขียนหรือบ่นไว้ก็เหอะ แต่เชื่อว่ามันคงไม่ต่างกันหรอกน่า ว่ามะ … แต่ที่น่าสนใจ ที่โตมร พูดไว้คือ อยากให้ผู้บริหารอ่าน เค้าจะได้รู้ว่าวันๆนึง บรรณารักษ์ทำอะไรบ้างอ่ะ เราขอยกมือเห็นด้วย ด้วยประการทั้งปวงนะ เพราะบางทีมันต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่างเพื่อให้ระดับ management มาเข้าใจระดับ operation มากขึ้นอ่ะ
ไว้หนังสือมา เราก็คงจะขอยืมเจ้านายอ่าน (ไม่มีเงินซื้อหรอก … แพงไปอ่ะ)

.
.
จนได้นะเรา มือไวจนได้ สั่งหนังสือเสร็จก็หาเรื่องจนได้
ตอนแรกกะว่าจะสั่งของขวัญให้ลูกสาว เพราะว่าต้นเดือนหน้าก็จะวันเกิด ครบ 3 ขวบแล้วอ่ะ (อยากจะไป happy birthday) ด้วยตัวเองอ่ะ อยากไปใจจะขาดดดด ทีเดียว
ดูไปดูมา … อืมม hold ไว้ก่อนดีกว่า ซื้อ Laguna Beach Season 2 ดีกว่าก็เลยสั่งซื้อ ซะอย่างงั้น เออออ คนเราเนี่ยนะ!! บางทีก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันนะว่าทำไมถึงชอบ Laguna Beach ได้ขนาดนี้ เหมือนกับทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา ยังไงยังงั้นเลยนะ (ยกเว้น season 3) อ่ะ
อันนี้ก็รอไม่ไหวเหมือนกัน อยากดูเร็ว

จบละ พอแค่นี้ก่อน แล้ววันหลังจะมาบ่นใหม่รวบถึง trip ที่ไปนครวัดด้วย ยังเขียนไม่เสร็จเล้ยยยย

Permalink 1 Comment

ห้องสมุด หนังสือ ชนบท

July 29, 2007 at 8:32 am (Profession, เรื่อยเปื่อย)

เดือนก่อนเพื่อนมอขอ คนหนึ่งmsnมาถามเราเรื่อง link ของเว็บรุ่น (ซึ่งเราเองก็ลืม เพราะไม่ได้เข้านาน)

วันนี้ได้มีโอกาสเข้าไปดู เห็นเพื่อนรินโพสต์ข้อความไว้

ถึงเพื่อนๆ ชาวบันที่น่าร๊าก
ขณะนี้เรากำลังต้องการคำแนะนำดีๆ
อันเนื่องมาจากเราทำงานเป็นครูมาหลายปี
วิชาชีพบรรณารักษ์น่ะ ลืมเกือบหมดแล้วล่ะ
พอดีโรงเรียนที่เรามาบรรจุใหม่ เป็นโรงเรียนประถม ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ไม่มีห้องสมุดเลย
ตอนนี้กำลังจะสร้างอาคารห้องสมุด และจะเข้าสู่โรงเรียนในฝันรุ่นที่ 2
แต่ว่าตอนนี้ยังไม่มีหนังสือเข้าห้องสมุดเลยสักเล่ม
เรื่องงบประมาณน่ะไม่ต้องพูดถึง ไม่มีอ่ะ
ก็เลยอยากจะขอคำแนะนำว่าเราจะเขียนขอบริจาคไปที่ไหนดี
ใครมีคำแนะนำดีๆ ช่วยเราด้วยนะ
สงสารเด็กนักเรียน
หรือใครมีหนังสืออยากจะบริจาคก็ยินดีรับนะจ๊ะ
เราจะขอเกียรติบัตรจากทางโรงเรียนให้

คิดถึงทุกคนจ้า
จาก ครูริน
โรงเรียนบ้านเหล่าทองหลาง ต.เหล่าทอง อ.โซ่พิสัย จ.หนองคาย

อ่านแล้วก็อึ้งไปเรยยยย

ที่อึ้งเพราะ …. เราเองไม่ค่อยได้สัมผัสกับความรู้สึกขาดแคลนเหล่านั้น ต้องยอมรับว่าตั้งแต่เริ่มทำงานมาก็ได้มีโอกาสทำงานในที่ๆเรียกได้ว่า ทันสมัย และมีงบประมาณในการซื้อหนังสือค่อนข้างเพียงพอ
แต่พอเพื่อนเราเขียนมาอย่างนี้ รู้สึกว่า เฮ้ออ … มันไม่ไกลตัวเลยนี่หว่า มันเหมือนกับว่ามี connection ระหว่างเรากับเพื่อน อีกทั้งช่วงนี้ก็มีโฆษณาเกี่ยวกับการบริจาคหนังสือให้เด็กที่ด้อยโอกาส

มองย้อนไปในวัยเด็ก เราเองก็ถือว่าเป็นเด็กบ้านนอก โตมาในเขตชนบทที่โรงเรียน(ประถม) ไม่มีห้องสมุด หรือมีก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าไม่ค่อยได้มีความรู้สึกว่าได้ยืมหนังสือกลับบ้าน แล้วเช้ามาไปคืนหนังสือที่ห้องสมุด … ไม่มีเลย แต่เราเองโชคดีที่พ่อเป็นคนชอบอ่านหนังสือ (มากก) ทำให้เราเองได้อ่านหนังสือที่พ่ออ่าน ซึ่งออกจะเกินตัวไปหน่อย ถ้าดูตามอายุ อย่างเช่นประวัติศาสตร์ หรือหนังสือธรรมะแนว ตายแล้วไปไหน และอื่นๆๆ แล้วเค้าก็ซื้อหนังสือการ์ตูน อย่าง ดราก้อนบอล ให้เราได้อ่าน ได้ปล่อพลังอย่างเต็มที่ ขอบคุณพ่อกับแม่คับพ๊มมม
นั่น … ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของเรา ถ้าเปรียบเทียบกับคนอื่นๆที่เค้าขาดตรงนั้นไป

เราเองมองว่า ในเมื่อมีงบฯในการสร้างตึก อาคาร สถานที่ ทำไมถึงไม่เจียดเงินมาซื้อหนังสือ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ในการที่จะพัฒนาความคิด สติปัญญา และนิสัยรักการอ่าน ของคนไทย-เด็กไทย

หลายสัปดาห์ก่อนเราได้มีโอกาสดูรายการของทีวีบูรพา (จำไม่ได้ว่าชื่อรายการอะไร) เค้าจับประเด็นเรื่อง “การอ่าน” ของคนไทย โดยเริ่มที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ผ่านมา ที่เรียกได้ว่าสถิติถล่มทลาย ทั้งคนและหนังสือ  แต่… นั่นเป็นเพียงคนกระจุกหนึ่งเท่านั้น
สถิติการอ่านหนังสือของคนไทยต่อปี อยู่ที่ 7 บรรทัด … ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นแล้วนะคะ

รายการได้กำหนดกลุ่มตัวอย่างเด็กจากสภาพแวดล้อมและครอบครัวที่แตกต่างกันไป โดยสำรวจว่าเด็กได้อ่านหนังสือที่นอกเหนือจากหนังสือเรียนมากน้อยเพียงไร แบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็นทั้งหมด 4 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มแรก กลุ่มผู้มีฐานะ หรือเรียกได้ว่า รวย โดยไปตามหมู่บ้านจัดสรรหรูๆในกรุงเทพฯ ผลปรากฏว่าเด็กมีโอกาสเข้าถึงหนังสือสูงมาก พ่อแม่สนับสนุนเต็มที่ อยากได้หนังสืออะไรให้บอก แต่อ่านไม๊ อีกเรื่อง

กลุ่มที่สอง  คือกลุ่มคนที่มีฐานะในต่างจังหวัด โดยพิธีกรเลือ จ.พิษนุโลก เป็นกลุ่มเป้าหมาย เลือกในตัวจังหวัด ปรากฎว่า พ่อแม่ให้การสนับสนุนค่อนข้างดี เด็กมีหนังสืออ่านประมาณนึงตามอัตภาพ

กลุ่มที่สาม  คือกลุ่มชนบทโดยเลือกที่จ.พิษณุโลกเหมือนกัน โดยเข้าไปสำรวจทุกบ้านในหมู่บ้านนั้น ปรากฎว่ามีหนังสืออยู่ไม่กี่เล่ม พ่อแม่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก ทั้งนี้เพราะพ่อกับแม่เองก็อ่านหนังสือไม่ออก ทำให้ขาดการสนับสนุน รวมถึงทุนรอนที่จะซื้อหนังสือด้วย

กลุ่มที่สี่  คือกลุ่มชุมชนตลิ่งชัน พิธีกรก็เคาะแทบทุกห้อง เพื่อดูว่ามีหนังสืออท่านที่นอกเหนือจากหนังสือเรียนมากน้อยแค่ไหน ปรากฎว่า เด็กมีหนังสืออ่านน้อยทีเดียว เพราะพ่อกับแม่ไม่ค่อยซื้อให้อ่าน ที่เราสะท้อนใจมากอย่างนึงคือมีเด็กคนนึงใช้เวลาอ่านหนังสือที่แม่ซื้อให้ตั้ง 1 เดือน เพราะน้องเค้าบอกว่าไม่อยากอ่านจบเร็ว อยากอ่านไปเรื่อยๆๆ หนังสือเล่มนั้นถ้าจำไม่ผิดราคา 120 บาท น้องเค้าบอกแพงมากกกกกก

เสร็จแล้วก็ให้เด็กอ่านข้อความที่ทางรายการเตรียมมา ผลปรากฎว่าเด็กที่มีโอกาสอ่านได้คล่องมาก ส่วนเด็กที่ไม่มีโอกาสก็อ่านตะกุกตะกัก บางคนอ่านไม่ออกเลยย แต่อยู่ป. 5 แล้ว โอยยย….. เห็นแล้วคิดถึงตอนตัวเองอยู่ป. 4 ที่ครูให้เราสอนเพื่อนอ่านหนังสือ เพราะมันอ่านหนังสือไม่ออก เอ้อออออ

เหอๆ ไม่รู้ว่ามาเรื่องนี้ได้ไง แต่ว่าเป็นเรื่องที่เราและใครหลายๆคนเป็นกังวล ว่า จะทำอย่างไรให้เด็กไทย (คนไทย) อ่านหนังสือกันมากขึ้น มีนิสัยรักการอ่านมากขึ้น

ที่แน่ๆ เราเองจะหาทางช่วยเพื่อน และนักเรียนของเพื่อนให้ถึงที่สุดอ่ะ
เพื่ออนาคตของเด็กไทยตาดำๆ

Permalink 2 Comments

Next page »